เบนจามิน เจมส์ ชิลเวลล์

ufa1688 

ชื่อเต็ม : เบนจามิน เจมส์ ชิลเวลล์
วันเดือนปีเกิด : 21 ธันวาคม 1996 
สถานที่เกิด : มิลตัน คีนส์, ประเทศอังกฤษ
ส่วนสูง : 1.78 ซม.
ตำแหน่ง : แบ็คซ้าย

          เบน ชิลเวลล์ เป็นนักฟุตบอลในตำแหน่งแบ็คซ้ายของ สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมชื่อดังในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ และยังเป็นผู้เล่นทีมชาติอังกฤษอีกด้วย

         ชิลเวลล์ เกิดที่ มิลตัน คีนส์ มณฑลบักกิงแฮมเชอร์ เขาเป็นลูกหม้อของอคาเดมี่ เลสเตอร์ ซิตี้ และโชว์ฝีเท้าโดดเด่นเกินอายุจนได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีประจำศูนย์ฝึกซ้อมเยาชนของ เลสเตอร์ ในฤดูกาล 2014/15

          ในยุคของกุนซือ เคลาดิโอ รานิเอรี ชิลเวลล์ ได้ถูกโปรโมตรขึ้นชุดใหญ่เจ้าตัวได้โชว์ฝีเท้าให้กับทัพ "สุนัขจิ้งจอก" ในช่วงทัวร์ปรีซีซั่น และได้รับเสื้อหมายเลข 30 ในทีม ก่อนเปิดศึกฤดูกาล 2015/16 หลังจากนั้นเจ้าตัวเดบิวต์เกมแรกในฐานะนักเตะอาชีพ ในแมตช์แข่งขันวันที่ 27 ตุลาคม 2015 ในศึก ลีก คัพ โดยเจอกับ ฮัลล์ ซิตี้ เจ้าตัวเล่นเต็มเกมแต่ไม่สามารถช่วยทีมได้ เลสเตอร์ พ่าย ดวลจุดโทษ 5-4 หลังจากเสมอกันในเวลา 1-1   

          วันที่ 19 พฤศจิกายน 2015 การผจญภัยบทใหม่ของ ชิลเวลล์ ในวัย 18 ปี เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขาถูกสโมสรปล่อยแบบยืมตัวไปร่วมทีม ฮัดเดอส์ฟีลด์ ทาวน์ ในศึกแชมเปี้ยน ชิพ จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2016 เขาเปิดตัวเกมแรกให้กับ ฮัดเดอส์ฟีลด์ ในเกมที่พวกเขาเปิดบ้านพ่าย มิดเดิ้ลสโบรช์ 0-2

         หลังจากนั้นเส้นทางอาชีพของเขาก้าวขึ้นมาอีกระดับ ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2016 ชิลเวลล์ เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ ไปจนถึง ปี 2021 จากนั้นเขาเปิดตัวเกมแรกในพรีเมียร์ลีก กับ เลสเตอร์ ในวันที่ 26 ธันาวาคม 2016 ในเกมที่ "จิ้งจอก" เปิดบ้านพ่าย เอฟเวอร์ตัน 0-2 เขาได้รับคำชื่นชมในเรื่องฟอร์มการเล่นเป็นอย่างมาก โดยในฤดูกาล 2016/17 เจ้าตัวลงเล่นรวมทุกรายการไป 19 นัดซึ่งรวมถึงการเล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก 2 นัดอีกด้วย และในวันที่ 18 พฤษภาคม 2017 เขาก็ยิงประตูแรกในฐานะนักเตะอาชีพได้สำเร็จ ในเกมที่ เลสเตอร์ เปิดบ้านแพ้ สเปอร์ส 6-1

ชิลเวลล์ นั้นโดนไล่ออกจากสนามครั้งแรกในอาชีพนักเตะ ในวันที่ 13 มกราคม 2018 จากการโดนใบเหลืองที่ 2 ภายในเวลาเพียง 5 นาที ในเกมที่ เลสเตอร์ เสมอ เชลซี 0-0

วันที่ 26 สิงหาคม 2020 ชิลเวลล์ ย้ายจาก เลสเตอร์ ซิตี้ ไปร่วมทีม เชลซี ในราคา 50 ล้านปอนด์ โดยเซ็นสัญญา 5 ปีด้วยกัน

เกียรติประวัติ
– คว้าอันดับที่ 3 รายการ ยูฟ่า เนชันส์ ลีก กับทีมชาติอังกฤษ ในปี 2019

ไรอัน กิ๊กส์ ผมต้องการเป็นโค้ชที่เก่งที่สุด

ufa1688

ไรอัน กิ๊กส์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพิ่งจะผ่านฤดูกาลแรกในฐานะมือขวาของ หลุยส์ ฟาน กัล และเขาก็ตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับทีมผู้เล่นชุดปัจจุบัน

ตำนานสโมสรรายนี้ยอมรับว่าการปรับตัวในแง่ของวิธีการคิดถือเป็นความท้าทายที่หนักที่สุดที่เขาเคยเผชิญ นับตั้งแต่เข้ามารับบทบาทใหม่นี้ แต่เขาก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นเทรนเนอร์ที่ดีที่สุดเท่าที่เขาสามารถเป็นได้

"สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณจะได้เรียนรู้จากการเป็นนักเตะแล้วมาเป็นโค้ชก็คือจะต้องไม่มีวิธีการคิดแบบนักเตะอีกต่อไป แต่จะต้องคิดแบบโค้ช" ไรอัน กล่าวกับ ManUtd.com ที่เอออน เทรนนิ่ง คอมเพล็กซ์ "ในฐานะนักเตะ บางทีคุณอาจเห็นแก่ตัวบ้าง คุณต้องการที่จะทำผลงานให้ได้ดี และคุณรู้ดีว่าคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง และจะไขว่คว้ามันมาได้อย่างไร"

"ผมต้องการที่จะเป็นนักเตะที่เก่งที่สุดมาตลอด และตอนนี้ผมก็ต้องการเป็นโค้ชที่เก่งที่สุดด้วย นั่นหมายความว่าคุณจะต้องทำงานอย่างหนัก และทำทุกอย่างเท่าที่คุณทำได้ เพื่อให้ได้ไปถึงจุดนั้น แต่มันก็ถือว่าเป็นความท้าทายที่น่าสนุก"

ตอนนี้เขาเริ่มคุ้นเคยกับชีวิตในฐานะโค้ชแล้ว กิ๊กซี่ทราบดีว่าเขาจะไม่สามารถโฟกัสแต่ในเรื่องของตัวเองเหมือนกับสมัยเป็นนักเตะได้แล้ว เขาจะต้องดูแลผู้เล่นทุกคนในทีม ซึ่งทั้งเขากับฟาน กัลจะต้องดึงเอาศักยภาพสูงสุดในตัวนักเตะแต่ละคนออกมาให้ได้

"คุณจะต้องดึงเอาสิ่งที่ดีที่สุดของนักเตะทั้ง 25 คน หรืออาจจะ 30 คนออกมาให้ได้ แต่ละคนก็มีวิธีแตกต่างกันออกไป" เขาเสริม "คุณจะต้องคอยสังเกตว่าแบบไหนที่มันได้ผล วิธีที่จะดึงศักยภาพสูงสุดในตัวพวกเขาออกมา"

 

เฮนริกห์ มคิตาร์ยาน (Henrikh Mkhitaryan)

ตำแหน่ง กองกลาง, มิดฟิลด์
วันเกิด 21 มกราคม 1989 
สถานที่เกิด อาร์เมเนีย
เข้าร่วมทีม 6 กรกฎาคม 2016

เฮนริกห์ มคิตาร์ยาน เป็นนักเตะที่สามารถเล่นในแผงมิดฟิลด์ได้ทั้งตำแหน่งตัวรุกและปีกริมเส้น เขาเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับเอฟซี พิวนิก ที่ประเทศอาร์เมเนีย ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเขา ก่อนที่จะได้ประเดิมสนามกับทีมชุดใหญ่ในปี 2006 ด้วยอายุ 17 จากนั้นอีก 3 ปีเขาก็ย้ายไปเล่นกับเมตาลูห์ โดเนตส์ก ที่ยูเครน หลังจากที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมกับต้นสังกัดเก่า

มคิตาร์ยานเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับสโมสรใหม่ได้อย่างสวยหรู โดยทำประตูได้ในนัดประเดิมสนาม พาทีมคว้าชัยในศึกยูโรปา ลีก 3-0 เหนือปาร์ติซาน มินส์ก จากเบลารุส จากนั้นในฤดูกาลต่อมา เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมด้วยวัย 21 ปี ถือเป็นกัปตันที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ก่อนที่ในปี 2010 จะได้ย้ายไปร่วมทีมร่วมเมืองที่ใหญ่กว่าอย่างชักห์ตาร์ โดเนตส์ก

ตลอดระยะเวลา 3 ฤดูกาลกับทีมดังจากยูเครน เขาได้สร้างชื่อกลายเป็นตัวหลักของทีม โดยพาต้นสังกัดคว้าแชมป์ได้ทั้ง 3 ปีที่เล่นด้วย รวมถึงบอลถ้วยในประเทศที่กวาดเรียบเช่นกัน ด้วยฟอร์มอันโดดเด่น ทำให้โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่จากเยอรมันทุ่มเงิน 25 ล้านยูโร คว้าตัวเขาไปร่วมทีม จากนั้นชื่อเสียงของเขาก็เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากการค้าแข้งในบุนเดสลีกา

โทรฟี่เดียวที่มคิตาร์ยานทำได้กับดอร์ทมุนด์คือเดเอฟเอล ซูเปอร์คัพ 2014 ซึ่งเอาชนะบาเยิร์น มิวนิคไปได้ 2-0 โดยที่เขาสามารถทำประตูแรกของเกมได้ด้วย จากนั้นในปีที่ 3 ของเขากับทีมเสือเหลือง เขาก็ได้สร้างผลงานอันสุดยอด ด้วยการทำประตูรวมทุกรายการได้ถึง 23 ลูก พร้อมทั้งได้รับการโหวตให้เป็นนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล 2015/16 ของบุนเดสลีกาด้วย

วันที่ 2 กรกฏาคม 2016 บอร์ดบริหารของดอร์ทมุนด์ยืนยันว่าทางสโมสรได้ปล่อยตัวมคิตาร์ยานให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก่อนที่จะมีการเปิดตัวกันอย่างเป็นทางการในวันที่ 6 กรกฏาคม โดยเซ็นสัญญาทั้งหมด 4 ปี พร้อมออพชั่นขยายสัญญาออกไปได้อีกปี นอกจากนี้เขายังจะกลายเป็นนักเตะอาร์เมเนียคนแรกที่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก อังกฤษอีกด้วย

มิเคเล่ ฟอร์นาเซียร์ (Michele Fornasier)

ตำแหน่ง กองหลัง
วันเกิด 22 สิงหาคม 1993
สถานที่เกิด วิตตอริโอ เวเนโต้, อิตาลี
ทีมชาติ อิตาลี U19
เข้าร่วมทีม 29 กันยายน 2009

มิเคเล่ ฟอร์นาเซียร์ เป็นนักเตะเซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวอิตาลี ซึ่งย้ายจากฟิออเรนติน่ามาร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อเดือนกันยายน 2009 ฟอร์นาเซียร์คือหนึ่งในนักเตะดาวรุ่งจากเมืองมะกะโรนีที่ย้ายมาร่วมทีมของเราตลอดหลายปีที่ผานมา เขาได้ตามรอยนักเตะอย่าง จูเซ็ปเป้ รอสซี่, เฟเดริโก้ มาเคด้า และ ดาวิเด้ เปตรุชชี่

เขาปรับตัวได้อย่างรวดเร็วในการเล่นให้กับทีมชุดยู-18 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลแรกของเขา ซึ่งลงเล่นไป 18 เกมในตำแหน่งกองหลังตัวกลาง

เขากลายมาเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของทีมชุดคว้าแชมป์ เอฟเอ ยูธ คัพ โดยประสานงานอย่างยอดเยี่ยมกับ ทอม ธอร์ป กัปตันทีม

กองหลังผู้นี้ได้เลื่อนขั้นขึ้นไปเล่นในทีมชุดสำรองในฤดูกาล 2011-2012 และก็ดูเหมือนว่าเขาจะเพลิดเพลินไปกับการเล่นในระดับนี้ด้วย เขาลงเล่นไปทั้งหมด 23 เกมในทุกรายการ (เป็นตัวจริง 15 นัด) เขาเป็นส่วนสำคัญในแผนการทำทีมของ วาร์เรน จอยซ์ และยังคงพัฒนาฝีเท้าในฐานะกองหลังผู้ห้าวหาญต่อไป

ประตูเดียวของเขาในระดับนี้มาจากการเล่นใน ดัลลัส คัพ ซึ่งเขาก็ทำหน้าที่จัดการกับพวกกองหน้าได้ดีด้วย เขายังคงทำได้ดีกับการเติมขึ้นมาเล่นเป็นกองกลาง 2 – 3 เกม เขาถูกเรียกตัวติดทีมไปเล่นเกมเทสติโมเนี่ยลแมตช์ของ แฮร์รี่ เกร็กก์ ที่เบลฟาสต์ และก็ถูกเปลี่ยนตัวลงไปสัมผัสเกม นี่น่าจะเป็นช่วงเวลาที่น่าภูมิใจที่ดีที่สุดของเขาหลังจากผ่านฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมมา

ยาป สตัม

ชื่อ : ยาป สตัม
ชื่ออังกฤษ :Jaap Stam 
ทีมชาติ : เนเธอร์แลนด์
 วันเกิด : 17 กรกฏาคม 1972
ส่วนสูง : 191 ซม.
 ตำแหน่ง : กองหลัง

 
          ยาป สตัม เริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับทีมฟุตบอลท้องถิ่นที่มีชื่อว่าดีโอเอส แคมเปน จนกระทั่งวันที่ 15 สิงหาคม 1992 สตัมก็ได้ประเดิมสนามในฐานะนักฟุตบอลอาชีพกับเอฟซี ซโวลล์ ในเกมที่พวกเขาเสมอเอสซี เฮราเคิ่ลส์ ไป 1 – 1 ในศึกแอร์สท ดิวิซี่ (ลีกสูงสุดลำดับที่ 2 ของฮอลแลนด์) เขาได้ลงเล่นในทีมชุดใหญ่อย่างสม่ำเสมอ ก่อนที่จะย้ายไปเล่นในระดับเอเรดิวิซี่ (ลีกสูงสุด) กับคัมบูร์ ลูวาร์เด้น ในฤดูกาลต่อมา

 
         อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องตกชั้นกับทีมจนทำให้ต้องลงมาเล่นในแอร์สท ดิวิซี่ อีกครั้ง แต่หลังจากเล่นให้คัมบูร์อยู่ 2 ฤดูกาลเขาก็ได้เลื่อนชั้นกลับขึ้นไปเตะในเอเรดิวิซี่อีกด้วยการย้ายไปเล่นกับวิลเล่ม ทเว ที่นั่นเขาทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ รวมถึงแมตช์ที่พาทีมเปิดบ้านเอาชนะอาแจ็กซ์ไปได้แบบสุดช็อค 1 – 0 นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ดึงตัวเขามาเล่นด้วยในฤดูกาลเดียวกันนั้นเอง ซึ่งเขาก็ได้แชมป์เคเอ็นวีบี คัพ ร่วมกับต้นสังกัดใหม่ทันที ถือเป็นถ้วยแชมป์แรกที่เขาคว้ามาครองได้ในฐานะนักเตะอาชีพ
 
 
         ในปี 1998 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ดึงตัวสตัมมาเสริมแกร่งในแผงหลัง และเขาก็ได้ค้าแข้งกับทีมปีศาจแดงอยู่ 3 ฤดูกาล ในระหว่างนั้นเขาพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก ได้ทั้ง 3 ปีที่ลงเล่น  รวมถึงแชมป์เอฟเอ คัพ, อินเตอร์คอนทิเนนทัล คัพ และยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกอย่างละสมัยด้วย โดยตลอดการลงเล่นกับสโมสรแห่งนี้ เขาได้ยิงประตูไป 1 ลูกในเกมที่บุกไปถล่มเลสเตอร์ ซิตี้ 6 – 2
 
        ก่อนเปิดฤดูกาล 2001-2002 สตัมถูกขายให้กับลาซิโอในอิตาลี หลังจากที่มีข่าวว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โกรธเป็นฟืนเป็นไฟเกี่ยวกับสิ่งที่สตัมนำไปเขียนถึงเขา       และสโมสรในหนังสืออัตชีวประวัติส่วนตัว Head to Head โดยปราการหลังชาวดัตช์อ้างไว้ในหนังสือของเขาว่าเซอร์ อเล็กซ์ ได้พยายามซื้อตัวเขาไปร่วมทีมทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากพีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น อีกทั้งยังพูดถึงเพื่อนร่วมทีมในแง่ที่ไม่ดีนัก สุดท้ายแล้ว โลร็องต์ บล็องก์ ก็ถูกคว้าตัวเข้ามาทดแทนตำแหน่งของเขาในทีมปีศาจแดง
 
 
              อย่างไรก็ตามเซอร์ อเล็กซ์ ก็ได้ออกมาอธิบายถึงการตัดสินใจครั้งนั้นในภายหลังว่า "ในเวลานั้นเขาเพิ่งฟื้นกลับมาจากอาการบาดเจ็บที่เอ็นร้อยหวาย   และเราก็คิดว่าเขาไม่เหมือนเดิมแล้ว เราได้รับข้อเสนอมูลค่าสูงถึง 16.5 ล้านปอนด์จากลาซิโอ สำหรับเซ็นเตอร์แบ็คที่มีอายุตั้ง 29 ปีแล้ว มันเป็นข้อเสนอที่ปฏิเสธไม่ลงจริงๆ แต่ในแง่ของผลงานในสนามแล้วก็ถือว่ามันเป็นความผิดพลาดอยู่เหมือนกัน เพราะว่าเขายังคงเล่นได้ดีอยู่เลยกับอาแจ็กซ์"
 

             ด้านอาชีพค้าแข้งในระดับทีมชาติของสตัมนั้น เขาประเดิมสนามให้กับทีมชาติฮอลแลนด์เป็นครั้งแรกในวันที่ 24 เมษายน 1996 โดยแพ้ให้กับเยอรมันไป 0 – 1 เขาคือนักเตะคนสำคัญที่ช่วยให้ทีมอัศวินสีส้มคว้าอันดับ 4 ได้ในฟุตบอลโลก 1998
 
             ในการเตะยูโร 2000 ที่ประเทศของเขาเป็นเจ้าภาพร่วมกับเบลเยี่ยม สตัมได้ผ่านเข้าสู่รอบตัดเชือกกับทีมชาติฮอลแลนด์อีกครั้ง โดยในคราวนี้เขายิงจุดโทษลูกสำคัญพลาดในช่วงการดวลจุดโทษในรอบรองชนะเลิศ ซึ่งนั่นมีส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมต้องพ่ายต่ออิตาลีไป
 

             สตัมยังพาทีมไปเตะในรอบรองชนะเลิศได้อีกเป็นครั้งที่ 3 ในศึกยูโร 2004 ที่โปรตุเกส ก่อนที่เขาจะประกาศอำลาทีมชาติหลังจากจบทัวร์นาเม้นท์ดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าต้องการหันมามีสมาธิกับต้นสังกัดใหม่อย่างเอซี มิลาน รวมถึงครอบครัวของเขาด้วย รวมแล้วเขาลงเตะให้กับทีมชาติฮอลแลนด์ไปทั้งหมด 67 เกม และยิงประตูได้ 3 ลูก
 
 

โยฮัน ครอยฟ์

นักฟุตบอลน้อยคนนักที่จะได้รับการยกย่องว่าจัดอยู่ในระดับชั้นเดียวกับนักเตะระดับตำนานของโลกอย่าง เปเล่,ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ และ ดีเอโก้ มาราโดนา

ในระดับทีมชาติแม้ว่าจะไม่เคยสัมผัสความเป็นแชมป์โลกมาก่อน และลงเตะทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกเพียงครั้งเดียว แต่ โยฮัน ครอยฟ์ ก็ได้รับการจารึกชื่อว่าเป็นหนึ่งในนักเตะระดับตำนานที่มีความสามารถระดับพรสวรรค์ที่โลกควรลำลึกถึงขั้นได้รับฉายาว่า “นักเตะเทวดา”

ความสำเร็จของ ครอยฟ์ ส่วนใหญ่มาจากในระดับสโมสร ไอแอกซ์ อัมสเตอร์ดัม คือทีมที่ ครอยฟ์ เข้ามาปลุกให้ตื่นและออกจากความมืดมน

ครอยฟ์ มีความมุ่งมั่นแน่วแน่ตั้งแต่เด็กๆว่าจะต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ก่อนออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุ 13 เพื่อหันมาเอาดีและให้ความสนใจเฉพาะฟุตบอลอย่างเดียว

จนกระทั้ง ไรนุส มเชลส์ ตำนานยอดโค้ชเห็นแววและจับมาปลุกปั้นตั้งแต่อายุยังน้อยจัดโปรแกรมให้เสร็จสรรพ์ทำให้มีพัฒนาการไปได้เร็วบวกกับความตั้งใจและพรสวรรค์ส่วนตัว และไม่นานก็ได้เป็นนักเตะอาชีพกับ ไอแอ๊กซ์

ครอยฟ์ ได้เป็นนักเตะตัวจริงของ ไอแอ๊กซ์ อย่างรวดเร็ว ก่อนคว้าแชมป์ลีก ดัตช์ ใบแรก จาก 9 แชมป์ของตัวเองกับ ยอดทีมแห่ง อัมสเตอดัม ด้วยวัย 19 ปี

หลังจากโชว์ฟอร์มอลังการให้ต้นสังกัดด้วยทักษะที่เยี่ยมยอดเหมือนเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานมาให้แต่กำเนิด ใช้ได้ดีทั้งสองเท้า ไม่นานก็ได้ติดทีมชาติ เล่นตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ บัญชาเกมรุกได้เฉียบคม

แต่จากความมั่นใจมากเกินไป พูดจาขวานผ่าซาก คนที่ไม่ค่อยชอบขี้หน้า ครอยฟ์ จึงมีเยอะเป็นธรรมดาจนกระทั่งปี 1972 ครอยฟ์ โดนโหวตให้ถอดปลอกแขนกัปตันทีม ไอแอ๊กซ์ จากเสียง 13-3

ในปี 1974 ทีมบาร์เซโลน่า ซึ่งไม่ได้คว้าแชมป์ลีกมาตั้งแต่ปี 1960 ได้ตัดสินใจซื้อตัวครอยฟ์มาร่วมทีม เพื่อนเป็นส่วนหนึ่งในการคว้าชัยมาให้ได้ และก็ไม่ผิดหวัง เมื่อครอยฟ์พาทีมคว้าแชมป์ลาลีกา ได้ในปีนั้นเลย

ระหว่างที่อยู่กับบาร์เซโลน่า ครอยฟ์สร้างประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนัง ด้วยการทำประตูที่ต้องกล่าวถึงกันว่า เป็น The Phantom Goal เลยทีเดียว เมื่อครอยฟ์ หันหลัง กระโดดเตะ "ด้วยเข่า" บอลพุ่งเข้าประตูของแอตเลติโก มาดริด ไปอย่างสวยงาม

ปี 1980 ครอยฟ์มีอายุ 32 ปีแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นวัยขาลงของอาชีพนักฟุตบอล ครอยฟ์ได้ย้ายออกจากทีม ไปเล่นในลีกที่เล่นเบาลงอย่าง เมเจอร์ลีก อเมริกา โดยไปอยู่กับทีมแอลเล แอซเทคส์ 1 ฤดูกาล ได้รับรางวัล นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี มาด้วย ลงสนามทั้งสิ้น 32 ทำได้ 12 ประตู

หลังจากหมดสัญญากับทีมอเมริกา ครอยฟ์กลับมาเล่นในยุโรปอีกครั้ง โดยคราวนี้เลือกเล่นให้กับทีมเล็กๆอย่าง ลาเวนเต้ ในลีกสเปน ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆเท่านั้น ก่อนที่จะย้ายออกมาอีกที โดยมาอยู่กับทีมแจ้งเกิดของเขา ไอแอ๊กซ์ ดัมสเตอร์ดัม

ครอยฟ์ ช่วยทีมคว้าแชมป์ 2 ฤดูกาล ก็ย้ายไปทีมคู่ปรับ เฟเยนูร์ดและก็ช่วยทีมคว้าแชมป์ได้ด้วย ก่อนจะแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการ หลังฤดูกาลแรกกับเฟเยนูร์ดจบลง

กับชีวิตช่วงสั้นๆกับทีมชาติ ดัตช์ ครอยฟ์ ได้ติดทีมชาติครั้งแรกเกมกับ ฮังการี ปี 1966 ลงเล่นเพียง 48 เกมให้กับ “อัศวินสีส้ม” เกมสุดท้ายที่ครอยฟ์รับใช้ชาติคือเกมรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก 1978 ที่อาร์เจนตินา

ความสำร็จสูงสุดของ ครอยฟ์ กับทีมชาติคือปี 1974 ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เยอรมัน ฮอลแลนด์ไม่ได้รับการจับตามองมากนักไม่มีใครคิดว่าจะดีพอถึงแชมป์ หลังผ่านรอบคัดเลือกมาอย่างหืดจับ แต่ภายใต้การทำทีมของ ไรนุส มิเชล สภาพจิตใจของทีมเยี่ยมมากๆ ประกอบกับแท็กติก และจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่มาลงตัวอย่างถูกเวลา

หลังผ่านรอบแรก ฮอลแลนด์ โดนกล่าวถึงเป็นอย่างมากกับฟอร์มอันร้อนแรง และโดนปรับให้เป็นเต็งแชมป์ทันที และ ครอยฟ์ กับเพื่อนร่วมทีมอัศวิน ก็ไม่ได้ทำให้ชาวโลกผิดหวัง ในรอบสอง ฮอลแลนด์ ไล่ถลุงอาร์เจนตินา เจ้าภาพเละเทะ 4-0 นับเป็นเกมที่สวยงามที่สุดในทัวร์นาเมนต์

ขณะที่ แมตช์กับเยอรมันตะวันออกขุนพลดัตช์ชนะไป 2-0 แต่ก็มีปัญหามากมายในเกม ปิดด้วยเกมสุดท้ายของรอบสอง ฮอลแลนด์ ต้องเจอกระดูกชิ้นโตอย่าง บราซิล ที่จบเกมได้อย่างสง่างามกับชัยชนะ 2-0 เหนือทีมแซมบ้า ที่ครอยฟ์ ยิงประตูย้ำชัยให้ทีม ในนาทีที่ 65 เปนประตูที่ได้รับการยอมรับว่าสวยงามที่สุดในทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลก ทั้งเชิงฟุตบอล และเท็คนิค ลอยตัววอลเลย์ เสียบเสาเข้าประตูไป

ครอยฟ์ และเพื่อนร่วมทีมได้ฝ่าฟันผ่านไปอวดความสามารถในนัดชิงชนะเลิศเจอกับ เยอรมันปะทะนักเตะอย่าง แบร์ตี้ โฟกส์,เกิร์ด มุลเลอร์,เซปป์ ไมเออร์ ซึ่งทีมพ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดในแมตช์นี้ เป็นโอกาสที่ใกล้เคียงเพียงครั้งเดียวของ ครอยฟ์ ที่จะได้สัมผัสแชมป์โลก แต่ก็ไม่สำเร็จ

ระหว่างศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่เยอรมัน ครอยฟ์ ประกาศตลอดเวลาว่า ทัวร์นาเมนต์ 4 ปีจากนั้น ที่อาร์เจนตินา จะไม่มีชื่อเขาลงเล่นแน่นอน เนื่องจากเจ้าตัวไม่อยากจะทิ้งครอบครัวไปใหนไกลๆเป็นเวลานานๆอีกต่อไป และนั่น คือจุดลงเอยของ ครอยฟ์ กับ “ดิ ออเรนจ์” ….

ชีวิตการคุมทีม 

ครอยฟ์ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีม หลังแขวนสตั๊ดได้ไม่นาน โดยคุมทีมแรก ก็คือทีมที่แจ้งเกิดของเขาเลย ไอแอ็กซ์ อัมสเตอร์ดัมส์ ในปี 1986 ทำผลงานได้ค่อนข้างดี คว้าถ้วย KNVB Cup มาสองฤดูกาล ได้แชมป์คัพส์วินเนอร์สคัพ แต่คว้าแชมป์ลีกไม่ได้เลย

และพอถึง 1988 ครอยฟ์ได้มีโอกาสคุมทีมที่ใหญ๋ขึ้นมาอีก นั่นคือ การได้รับแต่งตั้ง จากสโมสร บาร์เซโลน่า ให้ดำรงตำแหน่งผู้จัดการทีม

ครอยฟ์ คุมทีมบาร์ซา เป้นเวลา 8 ปีเต็ม ซื้อและสร้างนักเตะดังๆมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น โจเซฟ กวาดิโอล่า, โรมาริโอ ไบรอัน เลาดรุป, ฮริสโต สตอยคอฟ คว้าแชมป์มานับไม่ถ้วน แต่อย่างไรก็ตาม สองฤดูกาลสุดท้ายที่เขาคุม เขาไม่ได้ถ้วยอะไรเลย นั่นทำให้เขาต้องออกจากการคุมทีมในที่สุด

นาธาเนี่ยล ไคลน์

ประวัติการค้าแข้ง

คริสตัล พาเลซ

     ไคลน์ ประเดิมเกมลีกนัดแรกให้ พาเลซ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2008 ในนัดที่พบ บาร์นสลี่ย์ ต่อมาวันที่ 20 ตุลาคม 2008 เขาเซ็นสัญญากับทีม 3 ปี พร้อมคำยกย่องจาก นีล วอร์น็อค ว่า "เขามีอนาคตที่สดใสรออยู่" ประตูแรกในการค้าแข้งเกิดขึ้นในเกมชนะ เรดดิ้ง 4-2 เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2009 
     ในซีซั่น 2010-11 ไคลน์ เป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดในเกมลีก ที่ได้ลงเล่นครบทุกนัด และได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของ คริสตัล พาเลซ อีกด้วย

เซาท์แฮมป์ตัน

     วันที่ 19 กรกฎาคม 2012 ไคลน์ เซ็นสัญญา 4 ปี กับทีม เซาท์แฮมป์ตัน ที่เพิ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นพรีเมียร์ ลีก เขาได้ประเดิมเกมแรกให้ต้นสังกัดใหม่ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2012 ในเกมที่แพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-2 ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม

     จากนั้น ไคลน์ ได้ประเดิมนัดแรกในบ้าน ในเกมที่ชนะ วีแกน แอธเลติก 2-0 ต่อมา ทำประตูแรกให้ทีมนักบุญได้ วันที่ 22 กันยายน 2012 ในเกมถล่ม แอสตัน วิลล่า 4-1
     ไคลน์มาประตูแรก ในฤดูกาล 2014-15 ในเกมที่แพ้ ลิเวอร์พูล 2-1 ที่แอนฟิลด์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม
     วันที่ 23 กันยายน เขามาประตูที่สองได้อีก ในเกมพลิกล๊อกชนะ อาร์เซน่อล 2-1 ในเกมลีกคัพ รอบที่  3

ลิเวอร์พูล (2015-ปัจจุบัน)

 

     ลิเวอร์พูล ยืนยันว่าพวกเขาจัดการเซ็นสัญญาไคลน์จากเซาท์แฮมป์ตัน ไปร่วมทีมด้วยค่าตัว 12.5 ล้านปอนด์ ด้วยสัญญา 5 ปี สโมสรก่อนหน้านี้ของเขาอย่างคริสตัล พาเลซ ได้ส่วนแบ่งจากดีลนี้ 2.5 ล้านปอนด์
     
     ไคลน์ ประเดิมสนามนัดแรกในช่วงปรี-ซีซั่น กับทีมทรู ไทย พรีเมียร์ ลีก เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ลงเล่นเกมทางการนัดแรกในเกมเปิดสนามพรีเมียร์ ลีก เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่ลิเวอร์พูลบุกชนะสโต๊คไป 1-0

     ประตูแรกของเขามาในวันที่ 8 ตุลาคม ที่เขาเป็นคนยิงประตูชัยพาทีมเอาชนะบอร์นมัธไป 1-0 ในศึกลีก คัพ รอบ 4 แถมเป็นชัยชนะนัดแรกภายใต้การคุมทีมของเจอร์เกน คลอปป์

ทีมชาติ

     ไคลน์มีชื่อคิดทีมชาติอังกฤษชุดลุยศึกยูโร 2016 รอบคัดเลือก เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2014 ที่จะเจอกับซาน มานิโน และ เอสโตเนีย ในเดือนเดียวกัน โดยเขาเป็นตัวสำรองที่ไม่ได้รับโอกาสลงสนามทั้งสองนัด เจ้าตัวกล่าวว่า "เป้าหมายของผมตอนนี้ คือพยายามทำให้ตัวเองเป็นตัวเลือกแรกในศึกยูโร 2016 นั่นคือสิ่งที่ผมจะผลักดันตัวเองไปถึงจุดนั้น" ต่อมาในวันที่ 15 พฤศจิกายน เขาก็ได้ลงประเดิมสนามแบบ 90 นาทีเต็ม ในเกมที่ทีมชาติอังกฤษเอาชนะสโลเวเนียไป 3-1 และสถาปนาตัวเองเป็นแบ็คขวาเบอร์หนึ่งของทีมได้สำเร็จ

 

จอร์จ เกรแฮม (George Graham)

ตำแหน่ง มิดฟิลด์, กองหน้า
วันเกิด 30 พฤศจิกายน 1944 (75 ปี)
สถานที่เกิด กลาสโกว์, สกอตแลนด์
ทีมชาติ สกอตแลนด์

เกรแฮม เริ่มเป็นกองหน้ากับทีมแอสตัน วิลล่า ในปี 1960 โดยย้ายมาจากโคทบริดจ์ สคูล และก้าวขึ้นเป็นนักเตะอาชีพแบบเต็มตัวในเดือนธันวาคม ปี 1961 แต่หลังจากอยู่กับวิลล่า 4 ฤดูกาล เขาได้ลงสนามเพียง 8 นัดเท่านั้น

ในเดือนมิถุนายน ปี 1964 เขาได้ย้ายไปร่วมทีมเชลซี การลงสนามในฤดูกาลแรกเขาทำประตูไปถึง 10 ประตู และในฤดูกาล 1965-1966 เขากลายเป็นดาวซัลโวที่ทำประตูได้มากที่สุดถึง 23 ประตู ทำให้สโมสรอาร์เซนอล ควักเงิน 50,000 ปอนด์ คว้าตัวเขาไปร่วมทีมในเดือนกันยายน ปี 1966

เกรแฮม กลายเป็นนักเตะยอดเยี่ยม และโด่งดังที่สุดคนหนึ่งในวงการฟุตบอลลีกของอังกฤษ แทบจะพูดได้เลยว่าไม่มีนักเตะคนไหนของเชลซี และอาร์เซนอล ที่มีค่าไปมากกว่าเขา เกรแฮม ลงสนามให้กับอาร์เซนอล ไป 250 นัด ยิงไปถึง 70 ประตู

เขาลงสนามในนัดชิงชนะเลิศถ้วยลีกคัพ ในปี 1963 กับแอสตัน วิลล่า และปี 1968,1969 กับอาร์เซนอล คว้าเหรียญลีกคัพกับเชลซี ในปี 1965 ได้เหรียญแฟร์คัพ กับอาร์เซนอล ในปี 1970 รวมไปถึงแชมป์เอฟเอ คัพ ในปี 1971,1972 และแชมป์ดิวิชั่นในปี 1971 ก่อนจะมาย้ายมาอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในเดือนธันวาคม ปี 1972 ในราคาค่าตัว 120,000 ปอนด์

เกรแฮม ติดทีมชาติชุดเยาวชนของสกอตแลนด์ และทีมชาติชุดใหญ่รวมกัน 12 ครั้ง เขาอยู่ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด เป็นเวลา 2 ปี ลงสนาม 43 นัด ยิงไป 2 ประตู หลังจากนั้นในเดือนพฤศจิกายน ปี 1974 เขาได้ย้ายไปอยู่กับปอร์ทสมัธ ในฐานะนักเตะแลกเปลี่ยน เขาลงสนามให้กับปอมปีย์ 61 นัด ยิงประตูไม่ได้เลย ก่อนจะย้ายไปอยู่กับสโมสรคริสตัล พาเลซ จนถึงปี 1979

เกรแฮม ได้ผันอาชีพของตัวเองจากการเป็นนักฟุตบอลมาเป็นผู้จัดการทีมควีนส์ พาร์ค เรนเจอร์ส จนสามารถพาทีมเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลเอฟเอ คัพ ในปี 1982 และในเดือนธันวาคมปีเดียวกันเขาก็ได้ย้ายไปคุมทีมมิลล์วอลล์ ในฤดูกาล 1984-1985 เขาพาทีมมิลล์วอลล์ กลับขึ้นสู่ดิวิชั่น 2 ได้สำเร็จ

ริคาร์โด้ โลเปซ (Ricardo Lopez)

ตำแหน่ง ผู้รักษาประตู
วันเกิด 30 ธันวาคม 1971 
สถานที่เกิด มาดริด, สเปน
ส่วนสูง 191
ทีมชาติ สเปน

ริคาร์โด้ โลเปซ เฟลิเป้ หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ริคาร์โด้ คือผู้รักษาประตูชาวสเปนที่ได้แขวนถุงมือเป็นที่เสร็จสิ้นแล้ว เขาเกิดที่เมืองมาดริด และเริ่มต้นอาชีพค้าแข้งกับแอตเลติโก มาดริด เขาไต่เต้าขึ้นมาจนได้เล่นในทีมสำรองที่เรียกว่าแอตเลติโก มาดริด เบ ครั้งเดียวที่เขาได้เล่นให้กับทีมตราหมีชุดใหญ่ก็คือเกมที่บุกชนะเรอัล ซาราโกซ่า 3-2 เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 1997 โดยตอนนั้นผู้รักษาประตูตัวจริง โฆเซ่ ฟรานซิสโก้ โมลิน่า ติดโทษแบน

ริคาร์โด้ย้ายไปเล่นกับเรอัล บายาโดลิด และเฝ้าเสาให้กับที่นี่อยู่นาน 4 ปี โดยเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งในฤดูกาล 2001/02 ได้ลงเล่นครบทั้ง 38 แมตช์ ต่อไปในวันที่ 30 สิงหาคม 2002 เขาก็ย้ายไปเล่นกับปีศาจแดง ด้วยสัญญา 3 ปี ค่าตัว 1.5 ล้านปอนด์ โดยตอนนั้นทีมปีศาจแดงกำลังมองหาคนที่เข้ามาทดแทน ฟาเบียง บาร์กเตซ ที่มีอาการเดี้ยง และ รอย คาร์โรลล์ ก็ยังอ่อนประสบการณ์

ยังไงก็ตามเขาก็แทบไม่มีโอกาสได้ลงเล่นมากเท่าไหร่ ที่เขาได้ลงสนามมีเพียง UEFA  แชมเปี้ยนส์ ลีก 4 เกม และพรีเมียร์ ลีก เกมเดียวเท่านั้น เป็นเกมที่พบกับแบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2003 เขาเป็นคนทำให้ทีมเสียลูกจุดโทษ เมื่อไปทำฟาวล์ แอนดี้ โคล ที่ตอนนั้นเล่นให้กับทีมกุหลาบไฟแล้ว แต่ก็แก้ตัวได้ด้วยการเซฟลูกโทษของ เดวิด ดันน์ เกมนั้นปีศาจแดง ชนะไปด้วยสกอร์ 3-1

ปีต่อมา ริคาร์โด้ถูกส่งไปเล่นแบบยืมตัวกับราซิ่ง ซานตานเดร์ ในฤดูกาล 2003/04 โดยมีอ็อปชั่นสามารถซื้อขาดได้ด้วยในเดือนมิถุนายนต่อมา เขาช่วยให้ทีมใหม่ของเขารอดการตกชั้นได้สำเร็จ ต่อไปก็ตัดสินใจหวนคืนถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ด้วยความตั้งใจที่ว่าจะยึดเสื้อหมายเลข 1 ของทีมมาจากบาร์กเตซให้ได้ ยังไงก็ตาม ทีมปีศาจแดงกลับไปซื้อตัวผู้รักษาประตูคนใหม่อย่าง ทิม โฮเวิร์ด มาด้วย

ริคาร์โด้ถูกปล่อยออกจากทีมแบบไร้ค่าตัวเมื่อหมดสัญญาตอนหมดลงฤดูกาล 2004/05 เขาเซ็นสัญญา 2 ปีกับโอซาซูน่า และตลอดระยะเวลา 3 ปีแรกกับสโมสรใหม่ เขาก็ได้โอกาสลงเล่นเกิน 100 เกม ต่อไปในฤดูกาล 2011/12 เมื่อเขากลายเป็นผู้รักษาประตูมือสามของทีม เขาก็ตัดสินใจแขวนถุงมือ แต่ก็กลับมาลงเล่นอีกครั้งเป็นกรณีฉุกเฉินในเดือนมกราคม 2013 เนื่องจากทีมมีปัญหาอาการเดี้ยงมากมายในตำแหน่งนี้ ต่อไปเมื่อจบฤดูกาล เขาก็ยุติอาชีพค้าแข้งอีกครั้ง โดยให้เหตุผลสั้นๆ ว่า "ผมไม่ได้อยากเลิกเล่นฟุตบอลหรอก ฟุตบอลเลิกให้ผมเล่นต่างหาก"

Nampalys Mendy (น็อมปาลิส เมนดี้)

NATIONALITY :ฝรั่งเศส DATE OF BIRTH :23 มิถุนายน 1992

HEIGHT :167 CM. WEIGHT :73 KG.

น็อมปาลิส เมนดี้ เกิดวันที่ 23 มิถุนายน 1992

เริ่มเล่นฟุตบอลกับสโมสรเล็กอย่างๆ La Beaucaire Toulon ก่อนจะย้ายไปเล่นให้ Toulon Le Las หลังจากนั้นเริ่มพัฒนาเข้าสู่ทีมที่ใหญ่ขึ้นเมื่อย้ายไปอยู่กับ RCF Toulon ,Toulon และ โมนาโก (Monaco) ตามลำดับ เจ้าตัวเก็บประสบการณ์กับ โมนาโก อยู่ 3 ปีจนได้รับสัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพเมื่อปี 2010 ในขณะที่มีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น

น็อมปาลิส เมนดี้ ได้รับโอกาสลงสนามให้ทีมชุดใหญ่ของ โมนาโก ครั้งแรกในเกมกับ โอลิมปิก ลียง (Olympic Lyon) เมื่อ 2010 และลงเล่นให้ทีมชุดใหญ่ไปทั้งสิ้น 74 เกมและยังมีส่วนในการพาต้นสังกัดเลื่อนชั้นมามาเล่นในลีกสูงสุดได้สำเร็จ ต่อมาในปี 2013 เมนดี้ ย้ายไปอยู่กับ นีซ และกลายเป็นกำลังหลักของทีมในทันที ลงสนามไปทั้งสิ้น 110 นัดยิงไป 3 ประตูด้วยกัน ในขณะที่ผลงานในสีเสื้อทีมชาติฝรั่งเศส มิดฟิลด์รายนี้ติดทีมชาติในระดับเยาวชนมาแล้วหลายชุดตั้งแต่ 19 – 21 ปี

เมนดี้ ถูก เคลาดิโอ  รานิเอรี่ ดึงตัวเข้ามาร่วมทีมใน เดือน กรกฎาคม ปี 2016 โดยประเดิมสนามนัดแรกกับทีม จิ้งจอกสยาม ในนัดที่พบกับ อาร์เซน่อล ในเดือน สิงหาคม 2016  และ ประสบปัญหาการบาดเจ็บ และ มีปัญหาฟอร์มการเล่นจึงถูกส่งไปเล่น แบบยืมตัวกับ นีซ อีกครั้ง ก่อนที่จะกลับมา เล่นกับเลสเตอร์ ซิตี้ แบบเต็มตัวอีกครั้ง ในช่วงซัมเมอร์ปี 2018 ufa1688