ฉลามเตี้ยดุนะ!บุรีรัมย์ไม่ไหว 1-0

ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2019 นัดที่ 16  ufa1688    ที่ชลบุรี สเตเดียม เจ้าถิ่น ชลบุรี เอฟซี ชั้น 10 ของตาราง เปิดบ้านพบกับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จ่าฝูงของตาราง โดยเกมนี้ อากิระ นิชิโนะ ว่าที่กุนซือทีมชาติไทยคนใหม่ เดินทางเผ่านาชมด้วยอีก 1 นัด

เจ้าถิ่น ฉลามชล ส่ง ธีรเวพ วิโนทัย เปิดฉากเป็นตัวจริงทันที พร้อมแกนหลักอย่าง วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ , เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ และ กฤษดา กาแมน

ขณะที่ ปราสาทสายฟ้า ใช้ ศศลักษณ์ ไหประโคน ขึ้นมายืนเป็นมิดฟิลด์ร่วมกับ รัตนากร ใหม่คามิ และ ฮาจิเมะ โฮโซไก ส่วนแดนหน้า สุภโชค สารชาติ จับคู่กับ ฮาเวียร์ ปาติญโญ

เริ่มเกมนาทีที่ 11 ฉลามชล เกือบขึ้นนำ ลูเคียน อัลเมดา เบียดเอาชนะ อันเดรส ตูเญซ ในจุดโทษ ก่อนปาดไปที่เสาสอง ธีรเทพ วิโนทัย พยายามวิ่งมาชาร์จ แต่ไม่ทันอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 27 ยังเป็น ฉลามชล ที่ได้ลุ้นแบบจะแจ้งกว่า ธีรเทพ วิโนทัย จ่ายออกขวาให้ นพนนท์ คชพลายุกต์ ที่เติมขึ้นมา จากนั้นเปิดเข้ากลาง ลูเคียน อัมเมดา และ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ วิ่งหลอก ก่อนมาถึง วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ หาจังหวะกดด้วยขวาเต็มๆ แต่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ยังเซฟไว้ได้

นาทีที่ 29 ปราสาทสายฟ้า เจอสภาพการณ์ไม่สู้ดีนัก เมื่อ อันเดรส ตูเญซ มีอาการบาดเจ็บรอบๆขาขวา และต้องเปลี่ยน อภิวัฒน์ งั่วลำหิน ลงมาแทน

นาทีที่ 30 ฉลามชล พลาดได้ประตูขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย พรรษา เหมวิบูลย์ จ่ายพลาดไปเข้าทาง กฤษดา กาแมน ก่อนแทงต่อให้ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ หลุดเข้าจุดโทษ แต่จังหวะสุดท้าย จิ้มหลุดกรอบแบบเหลือเชื่อ

นาทีที่ 42 ฉลามชล ได้ลุ้นอีกรอบ ลูเคียน อัลเมดา แทงให้ วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ หลุดเข้าจุดโทษ แต่ก็ยิงไม่ผ่านมือ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ที่ออกมาเร็ว จบครึ่งแรก สกอร์ยังอยู่ที่ 0-0

ชลบุรี – บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

กลับสู่ช่วงหลังนาทีที่ 51 ยังเป็น ฉลามชล ที่เปิดฉากได้ดีมากกว่า กฤษดา กาแมน ยิงฟรีคิกหน้าจุดโทษ บอลจะมุดแทงใต้คานอยู่แล้ว แต่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ก็ยังปฏิเสธไว้ได้

หลังจากนั้น ปราสาทสายฟ้า เริ่มครองบอลบุกเข้าใส่ได้บ้าง และนาทีที่ 73 ศศลักษณ์ ไหประโคน จี้เข้าจุดโทษ ก่อนหาจังหวะซัดด้วยซ้าย ติดเซฟ ชนินทร์ แซ่เอียะ

แต่นาทีที่ 78 ฉลามชล ก็กลับมาได้ลุ้นอีกที เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ เปิดเตะมุมเข้าจุดโทษ จังหวะสุดท้าย ลูเคียน อัลเมดา ได้โขกเหน่งๆ แต่ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน ปัดทิ้งไปได้ ชนิดที่แฟนบอลเจ้าถิ่น แทบไม่เชื่อสายตา

กระทั่งนาทีที่ 80 ฉลามชล ขึ้นนำสำเร็จ 1-0 ลูเคียน อัลเมดา พาบอลโต้กลับขึ้นมา ก่อนไหลให้ แฮริสัน ไคออน หลุดกับดักล้ำหน้าเข้าจุดโทษ ก่อนแปสวนตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เข้าไปอย่างเด็ดขาด

เวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม ชลบุรี เอฟซี เปิดบ้านชนะ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-0 มีเพิ่มเป็น 21 คะแนนจาก 16 นัด และ ยังเป็นการชนะ ปราสาทสายฟ้า ในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ครั้งปัจจุบัน ที่เปิดบ้านชนะ 1-0 ในโตโยต้า ไทยลีก 2014

11 ผู้เล่นตัวจริง
ชลบุรี เอฟซี : ชนินทร์ แซ่เอียะ (GK) – นพนนท์ คชพลายุกต์ , คิม คยอง มิน (จูเนียร์ โลเปส น.60) , ซอ มิน ตุน , มงคล นามนวด – ธีระพงษ์ ดีหามแห (ใบเหลือง น.20) – (วิทยา หมัดหลำ น.86) , กฤษดา กาแมน (ใบเหลือง น.14) – ธีรเทพ วิโนทัย (ใบเหลือง น.67) , วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ (แฮริสัน ไคออน น.60) , เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ – ลูเคียน อัลเมดา

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (GK) – พรรษษ เหมวิบูลย์ (เควิน อินเกรโซ น.84) ,อันเดรส ตูเญซ (อภิวัฒน์ งั่วลำหิน น.29) , ชิติพัทธ์ แทนกลาง – นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม (ใบเหลือง น.50) , (ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา น.55) , ศศลักษณ์ ไหประโคน (ใบเหลือง น.41) , รัตนากร ใหม่คามิ , ฮาจิเมะ โฮโซไก , สเตฟาน ปัลลา – สุภโชค สารชาติ , ฮาเวียร์ ปาติญโญ

หลบหน่อยกามาจะเดิน !กิเลนเอาคืนชัยนาท 3-0 โดดขึ้นที่ 6

บอลโตโยต้า ไทยลีก นัดที่ 21 เป็นโปรแกรมกลางสัปดาห์ ที่ เอสซีจี  ufa1688   สเตเดียม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ทีมชั้น 7 พบ ชัยนาท ฮอร์นบิล ทีมชั้น 12 โดยทั้งคู่ต่างเก็บชัยชนะมาได้ในเกมสุดสัปดาห์ ส่วนเลกแรกที่พบกัน ชัยนาท ถล่มมาถึง 3-0

เจ้าถิ่นของอเล็กซานเดร กามา ได้ เอร์เนสโต ภูมิภา แบ็กซ้ายหายเจ็บกลับมา ส่วนแดนหน้ายังเป็นคู่หูบราซิลเลียน อย่าง เฮแบร์ตี แฟร์นานเดส กับ แดร์เลย์ ประสานงานกับ อ่องธู ดาวยิงเมียนมา ด้านทีมเยือนของ เดนนิส อมาโต ได้ ธีรัตน์ นาคชำนาญ พ้นแบนกลับมาเฝ้าเสา พร้อมส่ง วิชาญ นันทะศรี ลงเล่นเป็นเกมแรก

Goal ! เริ่มเกมมาเพียง 36 วินาที อ่องธู จ่ายให้ทะลุแนวรับชัยนาทให้ เฮแบร์ตี แฟร์นานเดส เข้าไปกระดกบอลผ่านหัว ธีรัตน์ นาคชำนาญ เป็นประตูแรกของเอสซีจี เมืองทอง 1-0

นาทีที่ 13 ชัยนาท ได้โอกาสบ้าง อดัม ทัลล์ เติมขึ้นมาทางริมเส้นฝั่งขวาก่อนเปิดให้ ริคาร์โด ซานโตส โขกบอลหลุดกรอบไปนิดเดียว

นาทีที่ 19 ชัยนาท มีลุ้นอีกทีจากลูกโหม่ง วิชาญ นันทะศรี แต่บอลชนคาน

นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก วิชาญ นันทะศรี พักอกให้ ฉัตรชัย คุ้มพญา ยิงไกลแต่ ดัง วาน ลัม ยังพึ่งปัดออก

หลังไปได้ทำให้ เอสซีจี เมืองทอง ออกนำ ชัยนาท ฮอร์นบิล อยู่ 1-0 ในครึ่งแรก

Goal ! เริ่มช่วงหลังมา 4 นาทีเจ้าถิ่นขยับหนีเป็น 2-0 จากจังหวะสวนกลับ ดัง วาน ลัม ขว้างบอลยาวมาให้ เฮแบร์ตี้ วิ่งฉีกแนวรับชัยนาทก่อนไหลใส่พานให้ อ่องธู ชาร์จเข้าไป

นาทีที่ 68 ชัยนาทบุกขึ้นมาอีกที ริคาร์โด ซานโตส ได้โหม่งก็ยังไม่ผ่าน ดัง วาน ลัม

นาทีที่ 87 อดัม ทัลล์ ได้วอลเลย์หน้ากรอบจุดโทษบอลตรงตัว ดัง วาน ลัม รับไม่ยาก

Goal ! ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้ประตูปิดท้าย เฮแบร์ตี้ กระชากหนีแนวรับชัยนาทเข้าไปซัด 3-0 จบเกม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด เอาชนะ ชัยนาท ฮอร์นบิล มีเพิ่มเป็น 30 คะแนน ส่วน นกใหญ่พิฆาต มี 23 คะแนนเท่าเดิมต้องลุ้นในโซนท้ายตารางต่อไป

รายชื่อผู้เล่นทั้งสองทีม

เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด : ดัง วาน ลัม (GK) – โอ บัน ซอค ,อดิศร พรหมรักษ์ ,ศฤงคาร พรมสุภะ – เอร์เนสโต ภูมิภา ,สุพร ปีนะกาตาโพธิ์ , สารัช อยู่เย็น ,บรูโน กัลโล (วัฒนา พลายนุ่ม น.73) , เฮแบร์ตี แฟร์นานเดส – แดร์เลย์ (อดิศักดิ์ ไกรษร น.78), อ่อง ธู

ชัยนาท ฮอร์นบิล : ธีรัตน์ นาคชำนาญ (GK) – ปริญญา อู่ตะเภา ,พรเทพ จันทร์ไข่ ,จตุรพัช สัทธรรม ,อดัม ทัลล์ – ริวทาโร คารูเบะ (สุขพร วงษ์เชียงคำ น.73) ,ฉัตรมงคล ทองคีรี (เดนนิส บูเชนิง น.57) ,ฉัตรชัย คุ้มพญา ,สมศักดิ์ มุสิกะพันธ์ – วิชาญ นันทะศรี ,ริคาร์โด ซานโตส

ซัลบาดอร์ บาเลโร การ์เซีย กุนซือทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี ชื่นชมลูกทีมหลังถล่มทีมชาติบรูไนU15 7-1 ในศึกชิงแชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 15 ปี นัดสอง แม้จะมีการโรเตชั่นผู้เล่นหลายรายจากเกมนัดแรก

เฮดโค้ชช้างศึกU15 เปลี่ยนผู้เล่นในแผง 11 ตัวจริงจากเกมเอาชนะ สปป.ลาว 2-1 ถึง 6 ราย อย่างไรก็ตามสามารถเก็บชัยชนะไปอย่างท้วมท้น 7-1 เก็บ 6 คะแนน จากการลงสนาม 2 นัด ได้สำเร็จ

“เกมนี้เป็นนัดที่สองของไทย” ซัลบาดอร์ เริ่มกล่าว “ก่อนหน้านี้การเจอลาวเป็นเกมที่ยาก กว่าจะชนะนั้นยากลำบากจนทำให้นักเตะเกิดอาการล้าบ้าง นัดนี้เราจึงเปลี่ยนผู้เล่นผู้คนจำนวนมากเพื่อให้ให้บางส่วนได้พัก ซึ่งเกมโดยรวมค่อนข้างน่าพอใจ”

“ส่วนในนัดหน้าผมมองว่ากัมพูชามีสไตล์เกมรับที่แน่นเหมือนกับลาว ผมเชื่อว่าการพบกันรูปแบบน่าจะไม่ต่างจากเกมกับลาวนัก ดังนั้นแผนก่อนเจอกัมพูชาของเราคือการฟื้นฟูสภาพร่างกายนักเตะให้ดีที่สุดเพื่อให้ให้มี 11 ผู้เล่นตัวจริงที่ดีพร้อม ผมเชื่อว่าเราจะแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างดี”

“ผมดีใจที่นักเตะทั้ง 23 คนสามารถทดแทนกันได้ตลอด อย่างที่รู้รายการนี้เล่นวันเว้นวัน ฉะนั้นทุกคนควรจะทดแทนกันได้ และเข้าใจแทคติกที่วางไว้” เฮดโค้ชช้างศึกU15 ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ช้างศึกU15 รั้งรองจ่าฝูงกลุ่มบี ตามหลังชั้นหนึ่งอย่าง ทีมชาติมาเลเซีย ที่มี 6 คะแนนเท่ากัน แต่ประตูได้เสียดีมากยิ่งกว่า

โปรแกรมต่อ ทีมชาติไทยU15 จะพบกับ ทีมชาติกัมพูชาU15 ในวันที่ 1 สิงหาคม เวลา 18.00 น. ณ สนามบอลสถาบันการพละศึกษา วิทยาเขตชลบุรี

พรีวิว ช้าง FA Cup : ทรู แบงค็อกฯ – การท่าเรือ เอฟซี (รอบรองชนะเลิศ)

แข้งเทพ หรือ สิงห์เจ้าท่า มีเพียงหนึ่งเดียวเพียงแค่นั้นที่จะได้ไปต่อ ufa1688  เช็คความพร้อม และ ข้อมูลน่าสนใจก่อนเกมที่นี่
แข่งขันวันที่ 18 กันยายน 2019

สนามกีฬาทัพบก
เวลา 19.00 น.
ถ่ายทอดสดทาง True Sport 2 / HD 2

สภาพความพร้อม
ทรู แบงค็อกฯ : มาโน โพลกิ้ง ปัจจุบันพา แข้งเทพ บุกเจ๊า สมุทรปราการ ซิตี้ 1-1 ทำให้สภาพการณ์ลุ้นคว้าแชมป์ลีกขณะนี้ ค่อนข้างยากลำบาก ส่วนรอบที่ผ่านมา บุกชนะ นครราชสีมา เอฟซี มาได้ในช่วงต่อเวลาพิเศษ 1-0

ขณะที่ความพร้อมเกมนี้ มีปัญหาจัดทัพในแดนหน้าพอสมควร เมื่อหมดสิทธิ์ใช้งาน เนลสัน โบนิญา ที่มีอาการบาดเจ็บ และ ชนานันท์ ป้อมบุบผา ที่ติดคัพไท ซึ่งคาดว่ากุนซือวัย 43 ปี จะเลือกใช้งาน เจย์ซี จอห์น แทน พร้อมแกนหลักอย่าง ปกเกล้า อนันต์ , อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ และ วานเดอร์ หลุยส์

การท่าเรือ เอฟซี : สิงห์เจ้าท่าของกุนซือ โชคทวี พรหมรัตน์ อยู่ในสภาพร่างกายที่ดียิ่งกว่า แข้งเทพ เมื่อโปรแกรมลีก สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกยกเลิกกลางคัน ด้วยเหตุว่ามีฝนตกลงมาอย่างหนัก ส่วนรอบที่ผ่านมา เปิดบ้านชนะแชมป์เก่า อย่าง สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด มาได้ 3-2

ขณะที่ความพร้อมเกมนี้ จะไม่มี โจซิมาร์ โรดริเกวซ และ เจนรบ สำเภาดี ที่ติดคัพไท แต่ยังดีที่ได้ เควิน ดีรมรัมย์ , สุมัญญา ปุริสาย และ ปกรณ์ เปรมภักดิ์ หายเจ็บกลับมาเป็นตัวเลือก ที่สำคัญแกนหลักรายอื่นก็อยู่ครบ นำโดย โก ซุล กิ , ศิวกร จักขุประสาท และ เซร์คิโอ ซัวเรส รวมทั้ง ดาบิด โรเชลา กองหลังชาวสเปน ที่มีชื่อลงเล่นในรายการนี้
สถิติและข้อมูลน่าสนใจ
– ทั้งคู่เคยพบกัน 16 นัดรวมทุกรายการ ปรากฎว่า ทรู แบงค็อกฯ เหนือกว่า เมื่อชนะ 9 เสมอ 5 และแพ้ 2 นัด

– ปัจจุบันที่พบกัน ทรู แบงค็อกฯ เปิดบ้านชนะ การท่าเรือ เอฟซี 2-0 ในโตโยต้า ไทยลีก 2019 เลกสอง

– ทั้งคู่เคยพบกันในบอล ช้าง เอฟเอคัพ 2 นัด ปรากฎว่า ผลัดกันชนะทีมละ 1 นัด

– ทรู แบงค็อกฯ ในยุค มาโน โพลกิ้ง ยังไม่เคยแพ้ การท่าเรือ เอฟซี แม้แต่ครั้งเดีย โดยชนะถึง 9 นัด และ เสมอ 1 นัด

– การท่าเรือ เอฟซี ชนะ ทรู แบงค็อกฯ นัดปัจจุบัน ต้องย้อนกลับไปในปี 2013 ศึกช้าง เอฟเอคัพ รอบ 16 ทีมสุดท้าย ที่เปิดบ้านคว้าชัยไปได้ 2-1

– การท่าเรือ เอฟซี เคยคว้าแชมป์รายการนี้ 1 ครั้ง เมื่อปี 2009 ส่วน ทรู แบงค็อกฯ ทำได้ดีที่สุด คือการคว้ารองแชมป์เมื่อปี 2017

เกมโตโยต้าไทยลีก ระหว่าง การท่าเรือ พบ โคราช เคาะวันแข่งขันใหม่ออกมาแล้วหลังโดนฝนถล่มหนักเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
ไทยลีก ประกาศวันการแข่งขันบอลโตโยต้าไทยลีก 2019 นัดที่ 26 ระหว่าง การท่าเรือ เอฟซี พบ นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี หลังถูกเลื่อนจากฝนตกหนักทำสนาม แพท สเตเดียม แข่งขันไม่ได้

เกมดังที่กล่าวถึงมาแล้วเริ่มเตะเพียง 3 นาที ก่อนผู้ควบคุมการแข่งขัน และ ผู้ตัดสิน จะประเมินสภาพการณ์ว่าสนาม แพท สเตเดียม ไม่สามารถแข่งขันต่อกันได้จึงยกเลิกการแข่งขันและเลื่อนออกไป

ปัจจุบันได้มีการประกาศวันแข่งขันใหม่ออกมาเป็นที่เรียบร้อยโดยจะโยกมาเล่นในวันศุกร์ที่ 27 กันยายน เวลา 18.00 น. โดยจะเริ่มตั้งแต่นาทีที่ 3 รวมทั้งผู้ตัดสิน,ชุดแข่ง,ผู้เล่นยังคงเดิม

บาร์รอส ทาร์เดลี่ ดาวยิงชาวบราซิเลี่ยน ของทัพ “เดอะ แรบบิท” บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กลับมาลงสนามอีกทีฐานะผู้เล่นสำรอง โดยลงมาแทน สุรชาติ สารีพิมพ์ ในนาทีที่ 77 ศึก M-150 แชมเปี้ยนชิพ 2019 เกมที่ บีจีพียู เปิดสนาม ลีโอ สเตเดี้ยม เอาชนะ ลำปาง เอฟซี 7-1 พร้อมเลื่อนชั้นสู่ไทย ลีก 2020 ซึ่ง ทาร์เดลี่ ได้เผยถึงการกลับมาในคราวนี้ของตนเองว่า

“รู้สึกดีมากๆ ที่ได้กลับมาลงสนามอีกรอบ และตอนนี้ร่างกายก็พร้อมแล้วสำหรับการออกสตาร์ทเป็นตัวจริง โดยหวังว่าจะได้ครองดาวซัลโวอีกที เพราะตอนนี้ยังเหลืออีก 5 เกมก่อนปิดฤดู ซึ่งก็หวังจะยิงได้อีกประมาณ 3 ลูก นอกจากนี้ ต้องขอบคุณกองเชียร์ของเราที่ให้กำลังใจ ทั้งการส่งขอความมาหา หรือทางเฟซบุค เป้าหมายแรกคือการเลื่อนชั้นเราทำสำเร็จแล้ว ต่อไปคือการคว้าแชมป์ให้ได้”

สำหรับ ทาร์เดลี่ ลงสนามเป็นตัวจริงให้ บีจีพียู นัดปัจจุบัน นับตั้งแต่บุกไปเยือน อุดรธานี เอฟซี เมื่อ 4 ส.ค.62 โดยได้รับบาดเจ็บจากเกมดังที่กล่าวมาแล้ว ก่อนจะลงสนามได้อีกรอบเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวทำไปแล้ว 18 ประตู และยังเป็นผู้นำดาวซัลโว M-150 แชมเปี้ยนชิพ โดยเหลืออีก 5 เกมก่อนปิดซีซั่น 2019 ประกอบด้วย รับมือ ราชนาวี เอฟซี วันที่ 21 ก.ย.62 ที่ลีโอ สเตเดี้ยม, 25 ก.ย.62 ออกไปเยือน อยุธยา ยูไนเต็ด ที่สนามกีฬากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, 29 ก.ย.62 พบ อาร์มี่ ยูไนเต็ด ที่ลีโอ สเตเดี้ยม, 19 ต.ค.62 เยือน ศรีสะเกษ เอฟซี ที่สนามศรีนครลำดวน และนัดปิดท้ายฤดู 27 ต.ค.62 พบ เอ็มโอเอฟ ศุลกากร ยูไนเต็ดที่ลีโอ สเตเดี้ยม

OFFICIAL : ราชันมังกรต่อสัญญาล็องจิลออกไปอีกปี

ราชันมังกร ทำการต่อสัญญา สตีเวน ล็องจิล เพิ่ม 1 ปี หลังทำผลงานได้อย่างสุดยอด  ufa1688 

ภายหลังจากที่ สโมสร ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ได้เซ็นสัญญาซื้อตัว สตีเวน ล็องจิล แข้งสัญชาติฝรั่งเศส เข้ามาเสริมเกมรุกให้กับทีม ตั้งแต่ต้นปี 2019 ที่ผ่านมา

และได้พิสูจน์ฝีเท้าอย่างสุดยอด จนเป็นกำลังหลักตัวสำคัญ ให้กับทีม และกลายเป็นขวัญใจกองเชียร์ ด้วยลีลาทักษะการเล่น ที่มีพร้อมทั้งความไว

เทคนิควิธีความสามารถเฉพาะตัว ที่แพรวพราว โดยผ่านการลงเล่นในไทยลีกให้กับราชบุรี มิตรผล เอฟซี มาแล้ว ทั้งสิ้น 20 นัด จาก 24 เกม ในไทยลีก

และยิงประตูให้กับทีมได้ 8 ประตู เป็นรองดาวซัลโวของสโมสร ในเวลานี้ นอกจากนี้ยังมี เอฟเอคัพ อีก 4 นัด และลีกคัพ 1 นัด

ล่าสุด ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ทำการต่อสัญญา ปีกความเร็วสูงรายนี้ ออกไปอีก 1 ปี ซึ่งทาง”คุณฟลุ๊ค” ธนวัชร นิติกาญจนา รองประธานสโมสรราชบุรี มิตรผล ได้เปิดพูดว่า

“ส่วนตัวผมรู้สึกยินดี ที่เราสามารถต่อสัญญากับหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุด ของทีมออกไปต่อได้ ตลอดเวลาที่ผ่านมา สตีเว่นได้โชว์ศักยภาพ ทั้งการจ่ายบอล”

“ครองบอลเป็นผู้เล่นที่มีความเร็วสูง และมีทักษะที่ดีเยี่ยม และมีส่วนช่วยทีมมาโดยตลอดทุกเกมส์ ที่มีเขาในสนาม”

“อาจจะเห็นได้ว่า บางนัดที่ราชบุรี มิตรผล เล่นโดยที่ไม่มีสตีเว่นนั้น จะพบกับความลำบากอยู่บ่อยคร้ง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี ที่เราจะขยายสัญญาเขาออกไป

“และเชื่อว่าในฤดูกาลหน้าเขากจะยังสามารถโชว์ผลงานและเป็นกำลังหลักให้กับทีมได้เรื่อยๆ และนี่ก็เป็นดาวเตะรายแรกในปีนี้ ที่ราชบุรี มิตรผล ได้มีการขยายสัญญาออกไปอีก”

“ก่อนที่จะมีรายต่อๆไปอีก ซึ่งในปีนี้นักเตะ เราต่างก็มีคุณภาพ และเป็นผู้เล่นที่ดี และในฤดูกาลหน้านั้น เราก็จะเลือกเสริมในจุดที่ยังด้อยให้แข็งแกร่ง ยิ่งๆขึ้นไป”

ขณะที่ “สตีเวน ล็องจิล” พูดแฮปปี้ที่ได้ขยายสัญญาออกไปอีก 1ปี และมั่นใจจะโชว์ศักยภาพ ออกมาได้ดีขึ้นไปได้อย่างเรื่อยๆ

“ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาอยู่กับราชบุรี มิตรผล ก็ได้รับการตอบรับจากแฟนคลับ และการต้อนรับจากสโมสรเป็นอย่างดี และที่นี่ ก็มีนักเตะที่มีคุณภาพ ดีๆหลายคน ฟุตบอลไทยไม่ง่าย”

“นักเตะดีๆ มีเยอะ ทั้งนักเตะไทยและต่างประเทศที่เข้ามา และการตอบรับของกองเชียร์ ผมมีความสุขมากกับที่นี่ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”

“และผมก็ความสุขที่ได้เซ็นสัญญากับสโมสรอีก 1 ปี เพราะผมมีความรู้สึกดีๆกับที่นี่ ที่เรียกว่าครอบครัวราชบุรี .. แม้ว่าที่ผ่านมา ผมจะผ่านมาแล้วหลายสโมสร และการโยกย้ายทุกครั้ง”

“ก็ทำให้ผมรู้สึกเสียใจ และก็มีมากมายทีม ที่ให้ความสนใจ แต่เมื่อที่นี่ยังไว้ใจ เชื่อมั่นในตัวผม ผมก็จะพิสูจน์ให้เห็นว่าผมสามารถทำอะไรให้กับทีมได้สูงกว่าที่ผ่านมา”
ทัพดาวทอง ประกาศรายชื่อ 26 ผู้เล่นออกมาแล้ว สำหรับลุยคัดบอลโลก โดยเตรียมประเดิมเยือน ช้างศึก วันที่ 5 กันยายนนี้

ปาร์ค ฮัง ซอ กุนซือทีมชาติเวียดนาม ประกาศรายชื่อผู้เล่นออกมาแล้ว 26 ราย เพื่อเตรียมความพร้อม ก่อนประเดิมบุกเยือนทีมชาติไทย ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก

ขุนพลดาวทองชุดนี้ ยังนำโดยแกนหลักอย่าง ดัง วาน ลัม ผู้รักษาประตูเอสซีจี เมืองทองฯ , เหงียน กวง ไฮ แนวรุกจาก ฮานอย เอฟซี

เหงียน คอง เฟือง ศูนย์หน้าแซงต์ ทรุยด็องส์ และ เลือง ซวน เชือง อดีตมิดฟิลด์ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด รวมถึง ดวน วาน เฮา แบ็คซ้าย ที่มีอาการเดี้ยง ก็ยังมีชื่อติดเข้ามาด้วย

รายชื่อนักเตะทีมชาติเวียดนาม ชุดเตรียมทำศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 

ผู้รักษาประตู : ดัง วาน ลัม, ตรัน เหงียน มานห์

กองหลัง : เหงียน ตรง ฮวง, เกว ง็อค ไฮ, บุย เตียน ดุง, ฮุย ตาน ซินห์, ดวน วาน เฮา, เหงียน ตานห์ ชุง, โด ดุย มานห์, ตรัน วาน เคียน, เหงียน ฮง ดุย, วู วาน ทันห์

ห้องเครื่องแดนกลาง : เหงียน กวง ไฮ, ฟาม ดุค ฮุย, โด ฮุง ดุง, เหงียน ฮุย ฮุง, เลือง ซวน เชือง, เหงียน ตวน อันห์

กองหน้า : เหงียน วาน ได, เหงียน วาน เควียต, เหงียน วาน ตวน, เหงียน คอง เฟือง, ฮา ดุค ชินห์, ฮา มินห์ ตวน, เหงียน อันห์ ดุค, เหงียน เทียน ลินห์

สำหรับ ทีมชาติเวียดนาม มี Program ลงเล่นในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 

นัดที่หนึ่ง ของกลุ่มจี(G) บุกเยือนทีมชาติไทย ในวันที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 19.00 น. ที่สนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ประวัติ แดนนี่ โรส

ชื่อเต็ม : แดเนี่ยล ลี โรส
เกิด : 2 กรกฎาคม ค.ศ. 1990 (22 ปี)
เกิดที่ : ดอนคาสเตอร์, อังกฤษ
สูง : 1.73 ม. (5 ฟุต 8 นิ้ว)    ufa1688 
ตำแหน่ง : แบ็คซ้าย, ปีกซ้าย
สโมสรปัจจุบัน : ซันเดอร์แลนด์ (ยืมตัวจาก สเปอร์ส) 
หมายเลข : 3
 
     แดเนี่ยล ลี โรส เกิดที่เมือง ดอนคาสเตอร์ ตอนใต้ของ ยอร์คเชียร์ ก่อนจะถูกลีดส์ ยูไนเต็ด ดึงเผ่านาเป็นนักเตะเยาวชนในเวลาต่อมา จากนั้นในวันที่ 20 กันยายน 2006 โรส ลงสนามเป็นตัวจริงให้นัดแรกให้กับต้นสังกัด ในศึกลีก คัพ ที่พบกับ บาร์เน็ตต์ ซึ่งเวลานั้น เควิน แบล็คเวลล์ เป็นผู้จัดการทีม อย่างไรก็ตามหลังเกมดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว แบล็คเวลล์ โดนเด้งออกจากตำแหน่งแบบฟ้าผ่า ส่งผลให้ดาวเตะผิวสี ไม่มีส่วนร่วมกับทีมอีกเลย ทั้ง ลีดส์ ก็ตกชั้นไปสู่ลีก วัน และ โรส ก็โดนขายออกจากทีมอีกด้วย  "ตอนแฮร์รี เรดแนปป์ คุม เราเซ็น ราฟา ฟาน เดอ ฟาร์ท มันแบบ 'ว้าว ทำได้ไงเนี่ย?' คือผมจะบอกว่าเราต้องการการเซ็นสัญญาอะไรอย่างงี้ อันนี้ความเห็นส่วนตัวผมนะ

"ยังเหลืออีกสามสัปดาห์ก่อนปิดตลาด พอคุณดูแมนฯ ซิตี้ ก็จะคิดว่า 'พอปิดตลาดแล้วเขาคงพอใจกับดีลที่ทำมานะ'

"แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ประมาณเดียวกัน แม้ผมจะได้ยินมาว่ามูรินโญยังต้องการผู้เล่นเพิ่มอีกคนสองคน แต่ผมมั่นใจว่าเขาสุขสบายกับนักเตะที่มี

"ในฐานะผู้เล่นท็อตแนม ผมอยากเห็นทีมเซ็นสัญญาเพิ่ม จะชื่นใจมากถ้าได้เห็นผู้เล่นระดับท็อปเผ่านาอยู่กับเรา

 
     วันที่ 25 กรกฎาคม 2007 แดนนี่ โรส ย้ายผ่านวิกมาหากินกับทีมที่น้ำเลี้ยงดีมากยิ่งกว่าอย่าง สเปอร์ส ในพรีเมียร์ลีก หลังจากถูกลีดส์ ขายออกมาในราคา 1 ล้านปอนด์ (ราว 50 ล้านบาท) ซึ่งแบ็คร่างเล็กใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับทีมเยวชน จนกระทั่งเดือนมกราคมปี 2008 โรส จึงมีโอกาสสร้างชื่อ เมื่อถูกดันขึ้นทีมชุดใหญ่ในฐานะผู้เล่นสำรอง ถึงแม้เจ้าตัวจะไม่ถูกส่งลงสนามก็ตาม ในเกมที่พบกับ ซันเดอร์แลนด์  ทว่าแบ็คเลือดร้อน ก็ถูกอาการบาดเจ็บเล่นงานในเดือนกันยายนปีเดียวกัน จนหายหน้าไปหลายเดือน 
 
     ในช่วงปีซีซั่น 2008/09 โรส ถูกปล่อยไปหาประสบการณ์กับ วัตฟอร์ด แบบยืมตัวในยุคของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ โดยเทรนเนอร์หงส์แดงคนปัจจุบัน กล่าวเอาไว้ในตอนนั้นว่า โรส คือดาวเตะพรสวรรค์สูงส่ง ต่อมาในฤดู 2009/10 โรส เปลี่ยนสีเสื้ออีกรอบ คราวนี้ไปหาความท้าทายกับ ปีเตอร์โบโร่ ที่มีผู้จัดการทีมอย่าง ดาร์เรน เฟอร์กูสัน คุมทัพ ก่อนที่กองหลังดาวรุ่งจะชุบตัวอยู่พักหนึ่ง และกลับมา สเปอร์ส ในเดือนพฤศจิกายน 2009 
 
     โรส ได้ลงสนามในฐานะตัวจริงเป็นนัดแรกให้กับ สเปอร์ส ในแมตช์เอฟเอ คัพ ที่เจ๊ากับ ลีดส์ ซึ่งเป็นทีมเก่า 2-2 และได้ลงสัมผัสเกมให้กับต้นสังกัดในศึกพรีเมียร์ลีกนัดซูเปอร์ดาร์บี้ ในเดือนเมษายน ที่พบกับ อาร์เซน่อล แถมแนวรับร่างเล็กยังซัดประตูแรกของตนเองให้ "คลับไก่" ได้อีกด้วย ก่อนจะพาทีมชนะในตอนท้าย

 
     ดาวเตะจอมซ่าไม่สามารถสอดแทรกตัวจริงในทีมชุดใหญ่ และชอบโดนมองผ่าน จึงต้องโยกไปเคาะสนิมกับ บริสตอล ซิตี้ แบบยืมตัวอีกรอบระหว่างฤดู 2010-2011 จากนั้นก็กลับมา สเปอร์ส และมีโอกาสได้ลงสนามเป็นตัวจริงมากขึ้น เพราะแบ็กตัวหลักอย่าง อัสซู เอก็อตโต้ มีปัญหากับสภาพร่างกายที่เจ็บบ่อย ดังนี้โรส โชว์ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะในเกมใหญ่ๆที่พบกับ แมนฯ ซิตี้ และ หงส์แดง 

     ในปัจจุบัน แดนนี่ โรส ถูกปล่อยให้ ซันเดอร์แลนด์ ยืมตัวอีกที และได้ลงสนามเป็น 11 ตัวจริงในเกมที่พบกับ หงส์แดง ตอนวันที่ 15 กันยายน 2012 และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาดาวเตะผิวสีพึ่งจะเจอเรื่องฉาว ในศึกบอลคัดยูโร ยู-21 ที่พบกับ เซอร์เบีย โดย โรส อ้างว่าโดนแฟนบอลเจ้าบ้านเหยียดผิว ก่อนเรื่องราวจะบานปลาย ถึงขั้นทั้งสองทีมเข้าตะลุมบอลกัน และเรื่องดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วอยู่ในระหว่างการวิเคราะห์จากฟีฟ่า 

แดนนี่ โรส ร่วมเล่นบอลนัดแรกในระดับสโมสรเยาวชนร่วมกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด หนึ่งในสโมสรบอลอังกฤษ โดยอยู่ร่วมเล่นกับทีมเมื่อปี 2005-2006 เพียงแค่ปีเดียวก่อนที่จะย้ายเผ่านาร่วมค้ากับสโมสรอาชีพ ลีดส์ ยูไนเต็ด ในปี 2007 ก่อนที่จะย้ายมาสโมสรมาค้าแข้งกับทีม ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส  และลงสนามมากกว่า 124 เกม ในระหว่างนั้น ได้ถูกยืมตัวให้เผ่านาเล่นกับทีม วัตฟอร์ด สโมสรบอลในอังกฤษปี 2009 และ ปีเตอร์โบโร ยูไนเต็ด และปี 2010-2011 เล่นให้กับทีม บริสตอล ซิตี ในฐานะนักเตะยืมตัว ปี 2012-2013 เล่นให้กับ ซันเดอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสโมสรในลีกอังกฤษ แบบนักเตะยืมตัวเช่นกัน จากนั้นปี 2014 ก็กลับมาเล่นให้กัท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ต่อมาในปี 2020 สาลิกาดง นิวคาสเซิล ได้ยืมตัวไปร่วมทีม  
Danny Rose ร่วมเล่นบอลในนามทีมชาติอังกฤษในระดับเยาวชนเป็นนัดแรกเมื่อปี 2005-2006 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี , ปี 2006-2007 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 17 ปี , ปี 2007-2008 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี , ปี 2008-2009 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 19 ปี , ปี 2009-2013 รุ่นเยาวชนอายุไม่เกิน 21 ปี และ ปี 2012 ทีมชาติ บริเตนใหญ่ ส่วนทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ได้รับโอกาสร่วมเล่นในนามทีมชาติเป็นนัดแรกในปี 2016 "ผมเห็นผู้เล่นสองสามคนบอกว่า 'เราไม่ต้องการเซ็นสัญญาผู้เล่นระดับท็อป หรือเซ็นสัญญาใครเพิ่มหรอก' แต่ขอโทษนะครับ ผมไม่เออออกับเขาหรอก

"ผมคิดว่าเราต้องการเซ็นสัญญาผู้เล่นระดับท็อปสักคนสองคนเพื่อให้เสริมความเข้มแข็ง ผมไม่เชื่อเรื่องที่ว่าเราไม่ต้องการใครเพิ่ม

"ผมรู้ว่ามันพึ่งจะจะช่วงปรีซีซัน แต่ผมดูเกมที่เราเจอซิตี้ ผมตะลึงกับซิตี้เลยนะ

"พวกเขามีแค่ไคล์ วอล์เกอร์, ดานิโล รวมทั้งเอแดร์สันที่เเป็นโกล แค่สามคนจากที่พวกเขาซื้อเผ่านาเอง

"ผมคุยกับพรรคพวกตอนกลับมา พวกเขาพูดแบบ 'ซิตี้เปลี่ยน 200 ล้านปอนด์ออก และส่งอเกวโร, ตูเร กับซาเน ลงมา' มันบอกอะไรผมได้มากเลย

"ไม่ว่าใครจะมาบอกผมว่าเราไม่ต้องเซ็นใครเพิ่ม ผมก็ไม่เชื่อทั้งนั้น

"กล่าวถึง 11 ตัวจริง เราดีที่สุดทีมหนึ่งในลีก ไม่ต้องสงสัยสักนิดเดียว แต่หลังจากนั้นล่ะ…

ประวัติ อาแปะ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางจอมขยันชาวอังกฤษของ หงส์แดง ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวการลาทีมของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ลูกพี่ใหญ่แห่งถิ่น แอนฟิลด์ ว่าเป็นเรื่องชวนช็อกสำหรับทุกคน แต่ก็พร้อมยอมรับการตัดสินใจคราวนี้ของ เจอร์ราร์ด ที่ค้าแข้งมาถึง 17 ฤดูให้ทีม  ufa1688 

     มิดฟิลด์ท่านรองหมายเลข 14 กล่าวว่า "นี่คือเรื่องช็อคครั้งใหญ่ของเช้าวันนี้ที่ สตีวี่ จะออกไปจากทีมหลังจบฤดู มันยากมากในเรื่องนี้เพราะเขาคือกัปตันของเรา และเป็นตัวอย่างของเรามาตลอดหลายปี"

     "มันเป็นเรื่องช็อกหัวใจของทุกคน โดยเฉพาะเราที่เป็นนักเตะ เราทำได้แค่เพียงทำใจ และรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นจากนี้ให้ดีที่สุด เท่าที่เราสามารถทำได้"

ชื่อเต็ม : จอร์แดน ไบรอัน เฮนเดอร์สัน
วันเกิด : 17 มิถุนายน 1990 (อายุ 24 ปี)
เกิดที่ : ซันเดอร์แลนด์ , ประเทศอังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ส่วนสูง : 187 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลาง
สโมสรปัจจุบัน : หงส์แดง
 
ประวัติส่วนตัว
ซันเดอร์แลนด์ 2008
     เฮนเดอร์สัน เกิดในเมืองซันเดอร์แลนด์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ โดยเขาถูกจับเซ็นสัญญาเข้าถิ่น ''แมวดำ'' ในวันที่ 1 กรกฏาคม 2008 และถูกส่งลงเล่นเกมแรกในลีกด้วยวัยเพียง 18 ปี หลังจากถูกส่งลงไปเป็นผู้เล่นสำรองในช่วงช่วงหลังในเกมที่บุกไปแพ้ เชลซี 0-5 เมื่อเดือน พฤศจิกายน ปี 2008 เฮนเดอร์สัน ได้ส่งลงเล่นในบ้านเกมแรกโดยเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริงด้วยในเกมที่พบกับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส ถ้วยลีกคัพ 
 

โคเวนทรี 2009(ยืมตัว)
     เดือน มกราคม ปี 2009 เฮนเดอร์สัน ต้องถูกส่งลงไปเล่นในลีก เดอะแชมเปี้ยนชิพ กับสโมสร โคเวนทรี เป็นระยะเวลาหลายเดือนด้วยสัญญายืมตัว ''เฮนโด้'' ลงเล่นให้กับโคเวนทรี เกมแรกในนัดที่แพ้ให้กับ ดาร์บี้ เค้าท์ตี้ ไป 2-1 ตอนวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2009 แต่ถึงอย่างไรแล้วฟอร์มโดยรวมของ เฮนเดอร์สัน ถือว่าเป็นที่น่าพอใจสำหรับทางด้านสโมสร โคเวนทรี และได้มีการพูดจาเพื่อให้ขอยืดสัญญาในการยืมตัว เฮนเดอร์สัน ออกไปอีกจนจบฤดู ในตอนนั้น เฮนเดอร์สัน ตื่นเต้นมากที่จะได้ขยายสัญญาจนจบฤดู แต่ในที่สุดแล้วเขาก็ได้ลงเล่นเพิ่มอีกแค่ไม่กี่นัดและสามารถทำประตูแรกได้ในเกมกับ นอริช ซิตี้ ช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2009 หลังจากนั้น ''เฮนโด้'' ก็ต้องถูกส่งกลับไปยังต้นสังกัดอย่าง ซันเดอร์แลนด์ เหตุเพราะได้รับปัญหาอาการบาดเจ็บจนกระดูกฝ่าเท้าแตก ช่วงวันที่ 8 เมษายน ปี 2009 
 

ซันเดอร์แลนด์ 2009 – 2011
     เมื่อเขากลับมายัง ซันเดอร์แลนด์ อีกที ในฤดู 2009-2010 เฮนเดอร์สัน ก็แปลงเป็นตัวหลักของทัพ ''แมวดำ'' ทันที โดยถูกส่งลงเล่นในเกม พรีเมียร์ลีก อย่างสม่ำเสมอ และสามารถทำประตูแรกได้ในสีเสื้อของ ซันเดอร์แลนด์ ในเกมที่พบกับ เบอร์บิงแฮม ในเกมลีกคัพรอบสาม หลังจากนั้นไม่นานเขาก็มาทำประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่เจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ช่วงวันที่ 19 ธันวาคม 2009 ฤดูแรกกับ ซันเดอร์แลนด์ นั้น ''เฮนโด้'' มักถูกจับไปเล่นเป็นปีกขวา เพราะเขาต้องหลีกทางให้กับกองกลางจอมโหดอย่าง ลี แคทเทอร์โมล์ หลังจากทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจ ซันเดอร์แลนด์ ก็ตัดสินใจมอบของขวัญให้ เฮนเดอร์สัน ด้วยการต่อสัญญากับเขาออกไปอีก 5 ปี ช่วงวันที่ 23 เมษายน ปี 2010 ซึ่งแน่ๆสัญญาของเขากับทัพ ''แมวดำ'' ลากยาวไปถึงปี 2015 เลยทีเดียว แถมในฤดูนี้ ''เฮนโด้'' ยังสามารถคว้ารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ซันเดอร์แลนด์ มาครองได้สำเร็จอีกด้วย ถือว่าฤดู 2009-2010 นี้ของ เฮนเดอร์สัน เป็นจุดเริ่มที่สวยหรูเลยทีเดียวในชีวิตอาชีพการค้าแข้งของคนๆหนึ่งที่สามารถจะทำได้ขนาดนี้ ฤดูแรกกับ ''แมวดำ'' เฮนเดอร์สัน ยิงไปทั้งหมด 2 ประตู บวกกับอีก 6 แอสซิสต์ 
 

     ไปสู่ฤดู 2010-2011 เฮนเดอร์สัน ยังคงเริ่มฤดูด้วยฟอร์มอันยอดเยี่ยม โดยสามารถทำ 2 ประตูได้ทันที ในเกมปรีซีซั่นกับ เลสเตอร์ ซิตี้ และ ฮอฟเฟ่นไฮม์ หลังจากนั้นตอนวันที่ 10 สิงหาคม เฮนเดอร์สัน รู้สึกไม่ค่อยถูกใจกับหลายเลขเสื้อเบอร์ 16 และได้ขอทางด้านต้นสังกัดมาใส่เสื้อหมายเลข 10 แทน ซึ่งมันก็เป็นเบอร์ที่ว่างอยู่จึงไม่มีปัญหาอะไรสำหรับคำขอของเขา ฤดูนี้ ''เฮนโด้'' ยังโชว์ฟอร์มได้อย่างคงเส้นคงวา จนมันไปเข้าตาผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในเวลานั้นอย่าง ฟาบิโอ คาเปลโล่ ได้เรียกเขาไปติดทีมชุดที่จะอุ่นเครื่องกับทีมชาติฝรั่งเศส ตอนวันที่ 17 พฤศจิกายน 2010 เฮนเดอร์สัน ถูกยกให้เป็นผู้เล่นที่มีความฟิตในระดับที่เกิน 100% เต็มไปแล้วด้วยเหตุว่าเขาวิ่งได้ตลอดทั้งเกมโดยไม่แสดงอาการเหนื่อยออกมาเลยแม้แต่น้อยและด้วยพละกำลังของเขาที่มีมหาศาลขนาดนั้น เขาช่วย ซันเดอร์แลนด์ ได้เยอะ ไม่ว่าจะเป็นเกมกับ แมนฯซิตี้ , แมนฯยู หรือแม้กระทั่ง เชลซี ฟอร์มของเขาทำให้ถูกจับตามองโดยทีมใหญ่ๆในอังกฤษหลายทีม 
 

     วันที่ 11 มกราคม 2011 เฮนเดอร์สัน มีรายชื่อติดอยู่เป็น 1 ใน 13 รายชื่อเข้าชิงดาวรุ่งยอดเยี่ยมของ ฟีฟ่า ด้วยพละกำลังและความฟิตของเขา เขาสามารถคว้ารางวัลดาวรุ่งสัญชาติอังกฤษยอดเยี่ยม ไปครองได้สำเร็จเป็นรางวัลปลอบใจ และในฤดูนี้ ''เฮนโด้'' ก็สามารถคว้าตำแหน่งดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำสโมสร ซันเดอร์แลนด์ ได้อีกรอบเป็นสมัยที่ 2 ติดต่อกัน ด้วยการวิ่งที่ไม่มีหมดของเขามันสามารถพิชิตใจแฟนบอลได้อย่างมหาศาล 
 
หงส์แดง 2011 – ปัจจุบัน
     9 มิถุนายน 2011 ซันเดอร์แลนด์ ได้ยอมรับข้อเสนอของทาง หงส์แดง จนได้สำหรับค่าตัวของ เฮนเดอร์สัน จาก 16 ล้านปอนด์ แปลงเป็น 20 ล้านปอนด์(ประมาน 1,085ล้านบาท) ''เฮนโด้'' เข้ารับการตรวจร่างกายที่ เมลวู้ด และผ่านการตรวจร่างกายแบบชนิดที่ว่าแพทย์ต้องออกมาชมในสภาพร่างกายของเขาที่หนักแน่นเกินกว่าคนธรรมดาที่เคยเจอ ไนเอลล์ ควินน์ ประธานสโมสรซันเดอร์แลนด์ ณ ขณะนั้น ออกมาเอ๋ยถึงการจากไปของ เฮนเดอร์สัน ว่าเขารู้สึกเสียใจมากที่ต้องปล่อยนักเตะที่เป็นเสมือนครอบครัวของเหล่าซันเดอร์แลนด์ไป เฮนเดอร์สัน จะเปลี่ยนเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมที่สุดอย่างแน่ๆในอนาคต ซึ่ง ''เฮนโด้'' ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการกับสโมสร หงส์แดง ตอนวันที่ 9 มิถุนายน 2011 นั้นเลย
 
     ฤดู 2011 – 2012 ฤดูแรกในถิ่นแอนฟิลด์ของ เฮนเดอร์สัน เขาได้ลงเล่นเกมพรีเมียร์ลีกเกมแรกในสีเสื้อแดงเพลิงนัดที่ หงส์แดง แบ่งแต้มกับทีมเก่าของเขาอย่าง ซันเดอร์แลนด์ ไป 1-1 โดยเกมนี้ เฮนเดอร์สัน ได้รับการต้อนรับจากแฟนคลับ ''แมวดำ'' อย่างดีเยี่ยม ''เฮนโด้'' ได้ลงเกมที่ 2 ของเขาเองอย่างต่อเนื่องในเกมที่ ''หงส์แดง'' เอาชนะ อาร์เซน่อล ไป 2-0 ที่ เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ประตูแรกในถิ่นแอนฟิลด์ของ เฮนเดอร์สัน เกิดขึ้นช่วงวันที่ 27 สิงหาคม 2011 โดย เป็นการยิงประตูใส่ทีม โบลตัน วันเดอร์เรอร์ส ''เฮนโด้'' ถูกส่งลงไปเล่นในตำแหน่งปีกขวาอีกรอบ ในนัดชิงชนะเลิศถ้วยลีกคัพช่วงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2012 โดยเขาถูกส่งลงไปเป็นผู้เล่นสำรองในนาทีที่ 58 และเกมนั้นก็เป็น หงส์แดงที่สามารถเอาชนะคาร์ดิฟ ซิตี้ คว้าถ้วยแชมป์มาครองได้สำเร็จ ถือเป็นถ้วยรางวัลแรกของ เฮนเดอร์สัน กับหงส์แดง
     ฤดู 2012 – 2013 ในช่วงแรกๆ เฮนเดอร์สัน ยังไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจสำหรับ กุนซือใหม่ในปีนั้น อย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สักเท่าไหร่ และมีข่าวหลุดออกมาแว่วๆเหมือนกันว่าอนาคตของเขาในถิ่นแอนฟิลด์ ใกล้จะหมดลงแล้ว โดยเขาต้องรอถึงวันที่ 25 พฤศจิกายน ถึงจะมีชื่อติดเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง ในเกมที่พบกับสวอนซี ซึ่งหลังจากนั้นเขาก็พยายามจะพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่า ร็อดเจอร์ส คิดผิดมหันต์ที่ไม่ให้โอกาสเขา และช่วงวันที่ 6 ธันวาคม 2012 ''เฮนโด้'' สามารถทำประตูชัยให้หงส์แดงได้ในเกมยูโรป้า ลีก ที่พบกับ อูดิเนเซ่ พาหงส์แดงผ่านรอบ 32 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ 19 มกราคม 2013 เฮนเดอร์สัน เปิดฉากประตูแรกในลีกฤดูนี้ให้เจ้านายใหม่ได้ชื่นชมสำเร็จ ในเกมที่ ''หงส์แดง'' ไล่อัด นอริช ซิตี้ ไป 5-0 และนัดต่อมาเขาก็สามารถบวกประตูที่สองได้ทันที่ในเกมที่เสมอกับ อาร์เซน่อลไป 2-2 ฤดูนี้ เฮนเดอร์สันยิงประตูในพรีเมียร์ลีกไปได้ถึง 5 ประตูด้วยกัน

     ฤดู 2013 – 2014 เฮนเดอร์สัน เอาชนะใจ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส จนได้และแปลงเป็นตัวหลักให้กับทัพ ''หงส์แดง'' ทันที โดยในฤดูนี้เขาได้ลงเล่นในเกมพรีเมียร์ลีกถึง 35 นัด และลงเล่นให้หงส์แดงครบ 100 นัดช่วงวันที่ 27 สิงหาคม 2013 ในเกมที่เจอกับ น็อตส์ เค้าท์ตี้ แต่ในฤดูนี้ ''เฮนโด้'' มาได้รับใบแดงใบแรกในฐานะนักเตะของหงส์แดง ในเกมที่หงส์แดง สามารถเอาชนะ แมนฯซิตี้ ไปได้ 3-2 ตอนวันที่ 13 เมษายน 2014 ทำให้เขาพลาดลงช่วยหงส์แดง 3 เกมใน 4 เกมสุดท้ายของทัพ ''เรด แมชชีน'' ที่กำลังลุ้นแชมป์อย่างสนุก จนทำให้ ร็อดเจอร์ส ถึงกับออกมาบ่นว่า เราได้เสียกุญแจสำคัญในการลุ้นแชมป์ไปในเกมนี้ เบ็ดเสร็จถึงตอนนี้แล้ว เฮนเดอร์สัน ลงเล่นให้หงส์แดงไปทั้งหมดแล้ว 102 นัด ยิงไปได้ทั้งหมด 11 ประตู 

ทีมชาติ
อังกฤษชุดเล็ก
     เฮนเดอร์สัน ติดทีมชาติอังกฤษตั้งแต่ชุดยู-19ปี และ ยู-21ปี โดย ''เฮนโด้'' ได้รับหน้าที่ให้เป็นกัปตันทีมด้วยในทีมชาติอังกฤษชุดยู-21ปี ลุยศึกยูโร 2011 และรอบคัดเลือกของศึกยูโร 2013 เขาลงเล่นไปทั้งหมด 29 เกมและยิงไปได้ 4 ประตู
 

อังกฤษชุดใหญ่
     11 พฤศจิกายน 2010 หลังจากเขาพาอังกฤษยู-21 อุ่นเครื่องกับทีมชาติเยอรมันเสร็จ เขาก็โดนเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ทันทีในเกมที่จำเป็นที่จะต้องอุ่นเครื่องกับทีมชาติฝรั่งเศส ซึ่งเขาได้ลงไปยืนในแดนกลางใกล้เคียงกับนักเตะอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในศึกยูโร 2012 เฮนเดอร์สัน ถือว่ามีโชคเผ่านาช่วยเต็มๆเมื่อ แฟร้งค์ แลมพาร์ด กองกลางตัวหลักทีมชาติอังกฤษดันได้รับอาการบาดเจ็บทำให้ ''เฮนโด้'' ถูกเรียกเผ่านาเสริมในแดนกลางทันที แต่เขาก็ยังคงต้องไปเป็นผู้เล่นสำรองของ สก็อต ปาร์คเกอร์ อีกหนึ่งต่อด้วยการที่เขายังขาดประสบการณ์ เฮนเดอร์สัน ถูกส่งลงไปเล่นในช่วงต่อเวลาพิเศษในเกมที่พบกับทีมชาติอิตาลี หลังจากนั้น เฮนเดอร์สัน ก็มีชื่อติดเป็น 23 นักเตะทีมชาติอังกฤษลุยศึกเวิลด์ คัพ 2014 ที่ประเทศบราซิล โดยเปลี่ยนเป็นตัวหลักยืนจับคู่ในแดนกลางกับมิดฟิลด์ไดนาโมรุ่นพี่อย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด ซึ่งถึงตอนนี้ เฮนเดอร์สัน ถูกคาดว่าอาจจะได้แปลงเป็นกัปตันทีมชาติอังกฤษคนต่อไปในอนาคตข้างหน้า ''เฮนโด้'' ติดทีมชุดใหญ่ไปแล้วตอนนี้ 13 นัด

ประวัติ ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่

ตาร์เดลลี่ซัดสองพา"แซมบ้า"ยำ"ฟ้าขาว"2-0

          ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่ สวมบทฮีโร่ทำคนเดียวสองประตู ช่วยให้ทีมชาติ บราซิล เอาชนะ อาร์เจนติน่า ไปได้ 2-0 ในเกมกระชับมิตรช่วงวันที่ 11 ตุลาคม 2014 ณ สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง หรือสนามรังนกที่เคยจัดโอลิมปิกไปแล้วในปี 2008

          เขาได้รับโอกาสกลับมาติดทัพ "เซเลเซา" อีกรอบในยุคของ คาร์ลอส ดุงก้า ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ดันเขาไปสู่ทีมชาติในรอบแรกเมื่อปี 2009 และถูกเรียกมาติดทีมแทนที่ของ เฟร็ด และ โช สองกองหน้าปืนฟืดของทีม โดยเกมนี้เขาลงสนามเป็นหัวหอกตัวเป้า โดยมี เนยมาร์ กับ ออสการ์ คอยประสานงานจากทางด้านข้าง

          ตาร์เดลลี่ ซัดประตูขึ้นนำให้กับทีมในนาทีที่ 28 ก่อนจะมาปิดท้ายด้วยประตูย้ำชัยในนาทีที่ 64 ช่วยให้ขุนพล "แซมบ้า" เอาชนะ อาร์เจนติน่า คู่ปรับตลอดกาลไปได้ 2-0 ซึ่งถือว่าเป็นสองประตูแรกที่เขาทำได้ในฐานะนักเตะที่ถูกเลือก ภายหลังที่ติดทีมชาติไปแล้ว 8 นัด และปัจจุบันสังกัดสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ ในลีกบ้านเกิด

ชื่อเต็ม : ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่
วันเกิด : 10 พฤษภาคม 1985
เกิดที่ : ซานต้า บาร์บาร่า เด โอเอสเต้, บราซิล
สัญชาติ : บราซิล
ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

          ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่ (เกิด 10 พฤษภาคม 1985) กองหน้าจากสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ เขาเป็นนักเตะที่ความถนัดในการเล่นเกมรุกด้วยความรวดเร็วและทักษะความชำนาญเฉพาะตัวที่สูงมาก นอกจากนี้ชื่อของเขายังมาจากตำนานลูกหนังอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า และ มาร์โก้ ตาร์เดลลี่ อีกด้วย เขามีช่วงชีวิตการค้าแข้งที่พเนจรสุด ๆ และเคยค้าแข้งกับสโมสรดัง ๆ หลายที่ เช่น เซา เปาโล, เรอัล เบติส, พีเอสวี, อันจิ มาคัชคาล่า และ อัล-การาฟา เป็นต้น

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

ช่วงแรกในการเล่นอาชีพ (2004-2007)

          ตาร์เดลลี่ เป็นเด็กปั้นจากศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร เซา เปาโล และถูกปล่อยตัวให้กับทีม เรอัล เบติส ในศึก ลาลีก้า สเปน (2005-06) และสโมสร พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น (2006-07)

          เขาลงสนามให้กับ เซา เปาโล ทั้งสิ้น 90 นัด ยิงได้ 18 ประตู นอกจากนี้ยังลงสนามในฐานะแข้งยืมตัวให้กับ เรอัล เบติส และ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น รวมกัน 25 เกม ยิงไปทั้งสิ้น 3 ประตู

ฟลาเมงโก้ (2008)

          เขาย้ายมาเล่นให้กับสโมสร ฟลาเมงโก้ ในเดือน มกราคม ปี 2008 และเปลี่ยนเป็นทีเด็ดของทีมช่วยให้ต้นสังกัดเอาชนะ โบตาโฟโก้ ในรอบชิงชนะเลิศ ตากา กัวนาบาร่า และอีกรอบในรองชิงชนะเลิศ ริโอ เด จาเนโร่ สเตท ลีก 2008 กับ โบตาโฟโก้ เจ้าเดิม

          โชคชะตาเริ่มไม่เป็นใจ เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บหนักในวันที่ 3 สิงหาคม 2008 ในเกมที่พบกับ ครูไซโร่ ซึ่งได้รับบาดเจ็บรอบๆแขนขวา ภายหลังที่ตกมากระแทกพื้น ทำให้เจ้าตัวจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดในทันที แต่ทางทีมแพทย์ของสโมสรคิดว่าเขายังสามารถฝืนลงเล่นได้จนกระทั่งจบฤดู 2008

          ภายหลังที่พักฟื้นนานกว่า 4 เดือน ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2008 ตาร์เดลลี่ ได้ฤกษ์คัมแบ็คลงสู่สังเวียนผืนหญ้าอีกที ในช่วงครึ่งเวลาหลังที่พบกับทีม ครูไซโร่ แต่เขาก็ถูกไล่ออกจากสนาม เหตุเพราะทำฟาวล์หนักในกรอบจุดโทษก่อนที่จะเสียประตู หัวหอกรายนี้ลงสนามให้กับ ฟลาเมงโก้ เพียงแค่ 16 เกมแค่นั้นและยังยิงประตูในลีกไม่ได้เลย

แอตเลติโก มิไนโร่ (2009-2011)

          เขาต้องอำลาทีม ฟลาเมงโก้ ในวันที่ 12 มกราคม ปี 2009 และตบเท้าร่วมกับสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ ในเวลาต่อมา เขามีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับทีมนี้เป็นอย่างมาก และลงสนามให้กับทีมไปมากถึง 114 เกม ถล่มไปได้ทั้งสิ้น 73 ประตูเลยทีเดียว

          ตาร์เดลลี่ มีข่าวคราวการย้ายตัวกับสโมสรชื่อดังอย่าง แซงต์ เอเตียนน์ ในลีก เอิง ฝรั่งเศส แต่ทางสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ ปฏิเสธที่จะปล่อยตัวเขาก่อนที่จะจบฤดู 2009

อันจิ มาคัชคาล่า (2011-2012)

          ในวันที่ 8 มีนาคม 2011 เป็นวันที่เขาจำเป็นต้องเดินทางผ่านน้ำผ่านสมุทรหลายพันไมล์ เพื่อให้ที่จะเซ็นสัญญากับสโมสร อันจิ มาคัชคาล่า ยอดทีมจากลีก รัสเซีย โดยมีแถลงการณ์ว่าค่าตัวของศูนย์หน้าวัย 25 ปีรายนี้อยู่ที่ราว ๆ 7.5 ล้านยูโร (ประมาณ 307 ล้านบาท) กับสัญญาระยะยาว 4 ปี

          เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขาได้รับโอกาสลงสนามน้อยนิดเหลือเกิน เพียงแค่ 13 เกมแค่นั้นและไม่สามารถทำประตูในลีกแดนหมีขาวได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

อัล-การาฟา (2012-2013)

          ตาร์เดลลี่ กลายเป็นข่าวหนาหูว่าจะกลับมาค้าแข้งในลีกบ้านเกิดอีกรอบ เนื่องด้วยมีปัญหาเรื่องการปรับตัวในประเทศ รัสเซีย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มกราคม 2012 เขาประกาศตัวเป็นนักเตะคนใหม่ของสโมสร อัล-การาฟา ในลีก กาต้าร์ ด้วยสัญญา 2 ปีครึ่ง และมีค่าตัวในการย้ายทีมอยู่ที่ 7 ล้านยูโร (ประมาณ 287 ล้านบาท)

          เขาลงสนามเป็นนัดแรกให้กับทีมในตะวันออกกลาง ช่วงวันที่ 20 มกราคม ปี 2012 แต่กลับพลาดลูกโทษในนาทีที่ 30 ภายหลังที่ลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ซึ่งทีมต้นสังกัดพ่ายสโมสร อัล กอร์ ไป 0-2 และโอกาสครั้งที่สองในเกม เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ อัล-ฮิลาล เอฟซี ในวันที่ 21 มีนาคม โดยเขาซัดสองประตูให้กับทีม แต่ผลจบลงด้วยการแบ่งกันไปฝั่งละหนึ่งแต้ม

          หัวหอกบราซิลเลี่ยนในวัย 27 ปี ลงสนามให้กับ อัล-การาฟา ไปจำนวนทั้งสิ้น 24 เกม และฆ่าไปทั้งหมด 13 ประตู ถือว่าสถิติการจบสกอร์ยังทำได้ไม่เลว

แอตเลติโก มิไนโร่ (2013-ปัจจุบัน)

          ในวันที่ 18 มกราคม 2013 แม่ของเขา อิวาเนีย กล่าวผ่านทางทวิตเตอร์เกี่ยวกับการกลับมาสู่ลีกในบ้านเกิดอีกรอบกับต้นต้นสังกัดอย่าง แอตเลติโก มิไนโร่ โดยมีเนื้อหาใจความว่า "Muito Feliz! Meu filho está de volta ao Galo. Obrigado, Senhor!" (ฉันเป็นสุขมาก! ที่ลูกชายของฉันกำลังจะกลับมาสู่ "กาโล" ขอบคุณ,ท่านลอร์ด) – กาโล เป็นฉายาของทีม แอตเลติโก มิไนโร่ ซึ่งแปลว่า ไก่แจ้

          และในวันที่ 27 มกราคม ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่ ออกมาการันตีว่าการย้ายตัวใกล้บรรลุคำสัญญาได้แล้ว ซึ่งเหลือแค่การรอให้นักเตะเดินทางมาถึงสโมสรในวันที่ 31 มกราคม แค่นั้นและแล้วการพูดจาซื้อขายนักเตะก็จบลง เมื่อเขาได้กลับมายกเสื้อ แอตเลติโก มิไนโร่ เป็นครั้งที่สองในชีวิต

          ในตอนท้าย ตอนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2013 อเล็กซานเดร คาลิล ประธานสโมสรของ แอตเลติโก มิไนโร่ จะประกาศเกี่ยวกับการกลับมาอีกรอบของ ตาร์เดลลี่ ด้วยค่าตัวจำนวน 5.25 ล้านยูโร (ประมาณ 215 ล้านบาท) และเซ็นสัญญายาวนานกว่า 4 ปีเลยทีเดียว

การลงเล่นในให้กับทีมชาติ

          ตาร์เดลลี่ ถูกเรียกติดทีมชาตินัดแรกในยุคของ คาร์ลอส ดุงก้า ตอนวันที่ 28 กรกฎาคม 2009 และลงสนามนัดแรกในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติ เอสโตเนีย ที่เมือง ทาลลินน์ ช่วงวันที่ 12 สิงหาคม

          ตอนวันที่ 10 พฤษภาคม 2010 เขาถูกเรียกติดทีมชาติเพื่อให้ลุยศึกบอลโลก 2010 ในฐานะหนึ่งในเจ็ดนักเตะกำลังสำรอง

          โดยในเดือน ตุลาคม ปี 2013 เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงให้กับ แอตเลติโก มิไนโร่ แต่เขาต้องผิดหวัง เมื่อ หลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ไม่เรียกเขาไปร่วมทัพ "เซเลเซา" ในการร่วมศึกบอลโลกครั้งปัจจุบันที่ประเทศ บราซิล เป็นเจ้าภาพ

          และปัจจุบันช่วงวันที่ 11 ตุลาคม 2014 เขาถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติเป็นรอบที่สอง ภายใต้การทำทีมของ คาร์ลอส ดุงก้า และลงทำศึกซูเปอร์คลาสิโกแห่งอเมริกาใต้ ด้วยการพบกับทีมชาติ อาร์เจนติน่า ที่สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง เมืองจีน ซึ่ง ตาร์เดลลี่ พิสูจน์ตัวเองด้วยการซัดคนเดียวสองประตูให้ขุนพล "แซมบ้า" เอาชนะไปได้ 2-0

ufa1688

ประวัติ ลีออน โกเรทซ์ก้า

ชื่อเต็ม : แบร์นาร์โด้ โมตา เวย์ก้า เดอ คาร์วัลโญ เอ ซิลวา

วันเกิด : 10 สิงหาคม 1994

ที่เกิด ลิสบอน, โปรตุเกส

สัญชาติ โปรตุเกส

ส่วนสูง 173 เซนติเมตร

ตำแหน่ง มิดฟิลด์ริมเส้น

ประวัติส่วนตัว 

          แบร์นาร์โด้ ซิลวา เป็นนักเตะอาชีพชาวโปรตุเกส ที่โด่งดังจากการลงเล่นในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส กับโมนาโก และเป็นกองกลางตัวหลักให้ทัพ "ฝอยทอง" อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวได้ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เรียบร้อยแล้ว โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้

เบนฟิก้า

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          แบร์นาร์โด้ เป็นผลิตผลในSystemเยาวชนของทัพ "เหยี่ยวลิสบอน" เจ้าตัวไต่เต้ามาจาก เบนฟิก้า บี ที่คว้าแชมป์โปรตูกิส จูเนียร์ส แชมเปี้ยนส์ชิพในฤดู 2012/13 โดยเจ้าตัวลงสนามเปิดตัวกับ เบนฟิก้า บี ในฤดู 2013/14 ในศึก เซกุนด้า ลีก้า แมตช์ ที่พบกับ โทรเฟนเซ่ ตอนวันที่ 10 สิงหาคม 2013

          หลังจากนั้นเส้นทางอาชีพค้าเเข้งของเจ้าตัวก็เปิดกว้างมากขึ้น ตอนวันที่ 19 ตุลาคม 2013 ซิลวาได้เปิดตัวกับ เบนฟิก้า ชุดใหญ่เป็นนัดแรกด้วยวัยเพียง 19 ปี ในแมตช์บอล ถ้วย โปรตุเกส คัพ ในเกมที่ ทัพ "เหยี่ยมลิสบอน" เฉือนชนะเดสปอร์ติโว่ เดอ ซินฟาเญส 1-0 ซึ่งเจ้าตัวลงสนามมาเป็นผู้เล่นสำรองในนาทีที่ 80 จากการโชว์ผลงานได้อย่างดียิ่งกับ เบนฟิก้า บี ทำให้ซิลวาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี (2013/14) อีกด้วย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          แบร์นาร์โด้ ซิลวา ชอบแสดงความรักของเขาต่อสโมสร เบนฟิก้า อยู่เสมอ ทั้งบนโซเชี่ยลมีเดีย หรือในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยเจ้าตัวบอกอยู่เสมอว่าเสียใจที่ไม่ได้ลงเล่นให้กับ เบนฟิก้ามากนัก เหมือนที่ใฝ่ฝันเอาไว้ ซึ่งคาดการณ์ว่า เจ้าตัวจะหวนกลับมาเล่นให้กับทีมรักอีกทีในบั้นปลายอาชีพค้าแข้งอย่างแน่ๆ

โมนาโก ฤดู 2014/15

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva monaco 14/15

          ตอนวันที่ 7 สิงหาคม 2014 ซิลวา ย้ายมาร่วมทีม โมนาโก ในฐานะแข้งยืมตัว 1 ฤดู และลงเปิดฉากสนามนัดเเรกในลีก เอิง ฝรั่งเศส พบกับบอร์กโดซ์ ตอนวันที่ 17 สิงหาคม โดยลงไปแทน ลูคัส โอคัมโปส ในช่วงช่วงหลัง แต่ไม่สามารถช่วยทีมได้ โมนาโก บุกพ่าย บอร์กโดซ์ 1-4 หลังจากนั้นในวันที่ 21 กันยายน เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมที่ โมนาโก เปิดบ้านเชือดแก็งก็อง 1-0 และต่อมาในวันที่ 14 ธันวาคม ก็สามารพังประตูแรกให้กับตัวเองได้ และเป็นประตูชัยช่วยให้ โมนาโก เปิดบ้านเชือด โอลิมปิค มาร์กเซย 1-0

          วันที่ 20 มกราคม ปี 2015 เบนฟิก้า ได้ประกาศขาย แบร์นาโด้ ซิลวาให้กับ โมนาโก อย่างเป็นทางการด้วยราคา 15.75 ล้านยูโร และเซ็นสัญญาค้าแข้งในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ จนถึงปี 2019 ในฤดู 2015/16 วันที่ 10 สิงหาคม แบร์นาร์โด้ ซิลวา จัดการขยายสัญญาค้าแข้งในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ออกไปจนถึง มิถุนายน ปี 2020

โมนาโก ฤดู 2016/17

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva monaco 14/15

               ถือเป็นปีที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างดียิ่งจนเป็นที่หมายตาของบรรดายักษ์ใหญ่ทั่วทวีปยุโรป เริ่มจากในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แบร์นาร์โด้ ซิลวา ยิงประตูตีเสมอให้ โมนาโก ในนาทีที่ 87 ช่วยให้ทีมบุกเจ๊า ซีเอสเคเอ มอสโก 1-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ฟอร์มร้อนแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่จัดการเหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ โมนาโก บุกไปถล่ม โอลิมปิค มาร์กเซย 4-1 ช่วยให้ทีมผงาดแซง เปแอสเช คู่แข่งร่วมลีกขึ้นเป็นจ่าฝูงทันที

          วันที่ 29 มกราคม ถือเป็นวันที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างดียิ่ง ในศึกบิ๊กแมตช์ประจำลีก โมนาโก บุกเยือน ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เอดินสัน คาวานี่ ซัดจุดโทษให้ เปแอสเช ขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 81 เกมทำท่าจะจบด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน แต่ทว่า แบร์นาร์โด้ ซิลวา สวมบทฮีโร่ยิงประตูตีเสมอให้กับทีมได้สำเร็จในนาทีที่ 90+2 ช่วยให้ โมนาโก เก็บ 1 แต้มจากยอดทีมจากปารีส ได้อย่างดียิ่ง ช่วยให้พวกเขากลับมารั้งจ่าฝูงในลีก เอิง ได้อีกรอบ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ monaco champion

          แบร์นาร์โด้ ซิลวา จบฤดู 2016/17 ด้วยการซัดไปทั้งสิ้น 8 ประตู และ 9 แอสซิส ช่วยให้ โมนาโก ผงาดคว้าแชมป์ลีก เอิง ได้สำเร็จในฤดูนี้ เมื่อรวมแข่งขันทุกรายการ 58 นัด ยิงได้ 11 ประตู และทำไป 12 แอสซิส

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

          ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2017 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ออกผจญภัยหาความท้าทายในต่างแดนบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อเจ้าตัวเซ็นสัญญาค้าแข้งเป็นนักเตะในสังกัดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสัญญา 5 ปี มูลค่า 43.5 ล้านปอนด์ และอาจเพิ่มไปถึง 17.5 ล้านปอนด์ หากทำผลงานได้ดีตามเงื่อนไขต่างๆที่ระบุไว้ในสัญญา ดาวเตะ "ฝอยทอง" จะร่วมทีมอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2017 เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดทำการ

ทีมชาติ โปรตุเกส

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva portugal u19

          ในปี 2013 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ติดทีมชาติ โปรตุเกส ชุดยู-19 ลุยศึก บอลยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี โดยทัพ "ฝอยทอง" ตะลุยไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ และแบร์นาร์โด้ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 ผู้เล่นดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป

          วันที่ 31 มีนาคม 2015 เป็นแมตช์แห่งความภาคภูมิใจ เมื่อเจ้าตัวได้ลงสนามให้ทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่นัดแรกในแมตช์อุ่นเครื่องที่ ทัพ "ฝอยทอง" เปิดบ้านชนะ เคปเวิร์ด ไป 2-0 ต่อมาในวันที่ 27 มิถุนายน 2015 เจ้าตัวซัดประตูแรกให้ทีมชาติโปรตุเกสชุด ยู 21 ได้เป็นนัดแรก ในเกมที่พลพรรค "ฝอยทอง" ไล่ถล่มเยอรมัน ยู 21 ไปถึง 5-0 ในศึกบอลยูโร ยู-21 รอบรองชนะเลิศ ที่ประเทศ สาธารณรัฐเช็ก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva portugal

              ศึกบอล ยูโร 2016 เจ้าตัวถูกหั่นชื่อทิ้ง ไม่ได้ไปร่วมทีมในทัวร์นาเม้นต์นี้ ซึ่งผลสุดท้ายเป็น โปรตุเกส ที่ผงาดคว้าแชมป์ ยุโรปมาครองได้เป็นอย่างมากใหญ่

ufa1688

 

ประวัติ ริยาด มาห์เรซ

ริยาด มาห์เรซ ปีกทีมชาติแอลจีเรีย เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1991 ในเมืองซาร์แซล ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นชาวแอลจีเรีย และมีแม่เป็นลูกครึ่งแอลจีเรีย-โมร็อกโก มาห์เรซ มีใจรักในกีฬาฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก แต่ด้วยรูปร่างที่เล็กและผอมบางของเขาจึงทำให้เขาถูกปฏิเสธจากสโมสรต่างๆ ที่ตัวเขาได้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าอยู่เสมอ   ufa1688 

ต่อมา มาห์เรซ ในวัย 15 ปี เขาได้เข้าไปทดสอบฝีเท้ากับ อาอาแอ็ส ซาร์แซล สโมสรท้องถิ่นในประเทศฝรั่งเศส ในปี 2004 ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรสมัครเล่นอย่าง แก็งแปร์ ในปี 2009 ซึ่งเขาทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้ได้ย้ายมาอยู่กับทางสโมสร เลอ อาฟร์ เอฟซี แต่ก็ได้ลงเล่นแค่ในทีมสำรองเพียงเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็มที่ใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง ก่อนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรและได้สัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพฉบับแรกในปี 2013 โดยฤดูกาลแรกที่เขาได้ลงเล่นในนามนักเตะของทีมชุดใหญ่เขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด ซึ่งเขาได้ลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัด รวมทั้งหมดทุกรายการ และยังสามารถทำได้อีก 10 ประตู ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้

สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้
mahrez-debut
มาห์เรซ ย้ายมามาอยู่กับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อหวังที่จะขึ้นไปมีชื่อเสียงโด่งดัง เล่นอยู่บนลีกสูงสุด

จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ส่งแมวมองอย่าง สตีฟ วอลช์ เดินทางไปดูฟอร์มการเล่นของปีกตัวจี๊ดราวนี้ในทันที หลังจากที่ได้ยินถึงชื่อเสียงความเก่งกาจของเขา โดยหลังจากที่สโมสรได้ส่งแมวมองมาดูฟอร์มการเล่นของ ริยาด มาห์เรซ ก็ไม่รอช้า รีบยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวดาวเตะรายนี้เป็นจำนวนเงิน 400,000 ปอนด์ หรือราวๆ 20 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกนั้นเหมือนกับว่าครอบครัวของ มาห์เรซ จะดูเหมือนไม่เห็นด้วยกับไปค้าแข็งในประเทศ England  เนื่องจากเห็นว่ารูปแบบสไตล์การเล่นของเขานั้นน่าจะเหมาะในการเล่นใน ลา ลีก้า สเปนมากกว่า แต่ตัวเขาก็ตัดสินใจที่จะย้ายเข้ามาเล่นในประเทศ England  เพราะมีคิดว่า โอกาสที่จะได้ย้ายไปเล่นในลีกใหญ่ในทวีปยุโรปนั้น ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ

มาห์เรซ ย้ายมาเล่นให้กับทีมในระดับลีก แชมเปี้ยนชิพ ในประเทศ England  กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ในวันที่ 11 มกราคม 2014 โดยเซ็นสัญญาเป็นเวลาทั้งสิ้น 3 ปีพร้อมกัน โดยเขาได้ลงสนามเป็นเกมแรกในวันที่ 25 มกราคม 2014 จากการลงเป็นตัวสำรองแทนที่ของ ลอยด์ ดายเออร์ ในช่วงนาทีที่ 79 ซึ่งในเกมนัดดังกล่าว เขาสามารถช่วยให้สโมสรเอาชนะ มิดเดิ่ลสโบรช์ ไปได้ 2-0 จากการถูกส่งลงเป็นตัวสำรอง 4 เกมติด ทำให้เขาสามารถทำประตูแรกของตัวเองให้กับทีมได้สำเร็จ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นประตูที่สำคัญ เพราะเขาสามารถช่วยให้ทีมตีเสมอคู่ปรับร่วมเมืองอย่างทีม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในนาทีที่ 82 ทำให้กุนซือในเวลานั้นอย่าง ไนเจล เพียร์สัน ได้ออกมาประกาศผ่านสื่อว่า ริยาด มาห์เรซ พร้อมแล้วที่จะออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงของทีม ซึ่งนั่นนับเป็นก้าวสำคัญของตัวเขา เพราะได้มีส่วนช่วยให้สโมสรได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นอยู่บน  Premier League  ได้สำเร็จ

เลื่อนชั้นขึ้นสู่  Premier League 
mahrez-premier-league

มาห์เลซ ได้ลงเป็นตัวจริงในการแข่งขันบนเวที  Premier League  ครั้งแรกในวันที่ 14 สิงหาคม 2014 และสามารถทำประตูแรกได้ในวันที่ 4 ตุลาคม 2014 และได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมกับสโมสรมาอย่างเรื่อยๆ จนทำให้เขาได้รับสัญญาฉบับใหม่กับทางสโมสร เป็นระยะเวลา 4 ปี

ซึ่งหลังจากได้รับสัญญาฉบับใหม่ เขายังคงโชว์ฟอร์มสุดยอดออกมาได้อย่างตลอด พร้อมทั้งยังเป็นกำลังสำคัญที่นำพาชัยชนะมาสู่ทีมได้อย่างเสมอ จนได้รับคำชมและถูกเชิดชูจากกัปตันทีมอย่าง เวส มอร์แกน ว่า “นี่คือผู้เล่นที่นำชัยชนะมาสู่ทีมของเรา” ต่อไปต่อมาเขายังสามารถโชว์ฟอร์มอันสุดยอดได้ด้วยการทำได้อีก 4 ประตู จากการลงเล่น 3 นัดที่หนึ่งของซีซั่น

แชมป์ประวัติศาสตร์ กับ จิ้งจอกสยาม
mahrez-champions

ในฤดูกาล 2015-2016 มาห์เรซ ยังคงมีฟอร์มการเล่นที่สุดยอด พร้อมกับร่วมทีม เช่น เจมี่ วาร์ดี้, เอ็นโกโล ก็องเต, แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ เป็นต้น เป็นเหตุให้ Season ดังกล่าว สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์คว้าแชมป์พรีเมียร์ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของสโมสรได้ ทำให้ ริยาด มาห์เรซ ได้รับรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ PFA มาครอบครองได้ ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ และนักฟุตบอลชาวแอฟริกาสามารถคว้ารางวัลนี้ได้ จากผลงานอันร้อนแรงที่สามารถพา จิ้งจอกสยาม คว้าแชมป์ Premier League ได้สำเร็จ ทำให้สโมสรชั้นนำทั่วทวีปยุโรปให้ความสนใจและต้องการที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม แต่ก็ดูเหมือนว่า มาห์เรซ จะยังคงตัดสินใจเลือกอยู่กับสโมสรแห่งนี้ต่อไปอีกหนึ่งซีซั่น ก่อนที่จะย้ายไปเริ่มทีม  Manchester City  ในเวลาต่อมา

เรือใบสีฟ้า ค่าตัว Stats สโมสร
mahrez-mancity
มาห์เรซ ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม  Manchester City  เพราะต้องการที่จะค้นหาความสำเร็จในอาชีพการค้าแข้ง

หลังจากที่ มาห์เรซ ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ เขาก็ได้รับข้อเสนอจากหลายสโมสรทั่วทวีปยุโรป จนสุดท้ายแล้ว เป็นทางด้านของสโมสร  Manchester City  ที่ได้ซื้อตัวปีกตัวจี๊ดรายนี้ไปร่วมทีมด้วยราคาค่าตัว 60 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลที่มีค่าตัวสูงสุดเป็น Stats ของสโมสรทันที พร้อมทั้งได้รับสัญญาไปทั้งหมด 5 ปี

ในช่วงแรกที่เขาได้ย้ายเข้ามาอยู่กับทางสโมสร ด้วยสภาพทีมที่เป็นไปได้ด้วยสตาร์ดังอย่างมากมาย ทำให้เขาต้องพยามพัฒนาทักษะและฝีเท้าของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงภายในทีมให้ได้ และด้วยความพยายามของเขา จึงทำให้ เปป เห็นว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่ง 11 ตัวจริง และช่วยให้สโมสรสามารถคว้าแชมป์ Premier League  ได้ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน ความสำเร็จและความสามารถในตัวของเขา ทำให้ ริยาด มาห์เรซ กลายเป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดของประเทศ แอลจีเรีย เลยทีเดียว

ทีมชาติ แอลจีเรีย
mahrez-algerian
ริยาด มาห์เรซ สามารถนำทีมชาติแอลจีเรีย ขึ้นคว้าแชมป์ แอฟริกัน เนชั่นคัพ มาครอบครองได้

ในช่วงปี 2013 ริยาด มาห์เรส ได้ออกมาแสดงความต้องการถึงความต้องการที่จะลงเล่นเป็น Partner ทีมชาติแอลจีเรีย และได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติแอลจีเรียเป็น 23 คน ลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล จนกระทั่งในวันที่ 31พฤษภาคม 2014 มาห์เรซ ได้ลงประเดิมสนามเป็นเกมแรกให้กับทีมชาติแอลจีเรีย ในเกมนัดกระชับมิตรก่อนสู้ศึกฟุตบอลโลก โดยประตูแรกในนามทีมชาติของเขา ได้เกิดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม กับเกมการแข่งขันนัดที่เจอกับมาลาวี 3-0 ในรอบคัดเลือกศึกฟุตบอล แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ

เกียรติประวัติ
mahrez-trophy

สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้
แชมป์ Premier League  : 2015–2016

แชมป์ฟุตบอลลีกแชมเปี้ยนชิพ : 2013-2014

สโมสร เรือใบสีฟ้า

แชมป์ Premier League  : 2018-2019

แชมป์เอฟเอคัพ : 2018–2019

แชมป์ อีเอฟแอล คัพ : 2018–2019

FA Community Shield : 2018

ทีมชาติแอลจีเรีย
แชมป์ แอฟริกัน เนชั่น คัพ : 2019

ส่วนตัว
นักฟุตบอลทีมชาติแอลจีเรียยอดเยี่ยม : 2015, 2016

นักเตะทีม PFA ยอดเยี่ยมแห่งปี : 2015–2016

รางวัลผู้เล่น PFA ยอดเยี่ยมแห่งปี : 2015–2016

ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี สโมสร เลสเตอร์ซิตี้ : 2015–2016

รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกา : 2016

รางวัลนักเตะ Premier League ยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตผ่าน Premier Leaguer : 2016

CAF African Footballer แห่งปี: 2016

ประวัติ อาร์เยน ร็อบเบน

กัปตันทีมชาติฮอลแลนด์ต้องเดินออกจากสนามในเกมพบ ไอซ์แลนด์ และจะไม่ได้เล่นในเกมดวลตุรกีวันอาทิตย์นี้อย่างแน่ๆแล้ว

     อาร์เยน ร็อบเบน ปีกของบาเยิร์น มิวนิค  ufa1688   จะไม่ได้ลงสนามไปอีก 4 สัปดาห์ หลังจากได้รับบาดเจ็บในเกมทีมชาติให้เนคุณร์แลนด์

     ดาวเตะตัวจี๊ดจำต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมพบไอซ์แลนด์ และจากการตรวจผลปรากฏว่าเขาจะไม่ได้ลงสนามไปอีก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย

     จากผลงานดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ ร็อบเบน จะไม่ได้เล่นให้ทีมกังหันสีส้มในนัดพบตุรกีแน่ๆวันอาทิตย์นี้แน่ๆแล้ว รวมทั้งเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกสองนัดที่จะพบ โอลิมเปียกอส และ ดินาโม ซาเกร็บ เช่นเดียวกับในบุนเดสลีกาที่จะพบ โวล์ฟสบวร์ก ในวันที่ 22 กันยายนด้วย

     นอกจากนี้เขายังต้องเร่งความฟิตอย่างเต็มกำลัง หากต้องการลงเล่นนัดสำคัญพบโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้

อาร์เยน ร็อบเบน "ปีกดัตช์มหากาฬ"

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : อาร์เยน ร็อบเบน
วันเกิด : 23 มกราคม 1984
สถานที่เกิด : เบดุม, โกรนิงเก้น, ฮอลแลนด์
ส่วนสูง : 1.81 เมตร (5 ฟุต 11 นิ้วครึ่ง)
สโมสร : เรอัล มาดริด (2007-ปัจจุบัน)
ตำแหน่ง : ปีก
เบอร์เสื้อ :  11

เริ่มชีวิตลูกหนัง

อาร์เยน ร็อบเบน นักเตะชื่อดังชาวดัตช์ เกิดตอนวันที่ 23 มกราคม ปี 1984 ที่เมืองเบดุม, โกรนินเก้น ประเทศฮอลแลนด์ โดยเขาเริ่มเส้นทางสายลูกหนังด้วยการไปร่วมทีม ซีวีวีบี และ วีวี เบดุม

ร็อบเบน ชื่นชอบหลักสูตรการอบรมนักเตะแบบ “โคเออร์เวอร์” ซึ่งคิดค้นโดย วีเอล โคเออร์เวอร์ โค้ชบอลคนหนึ่งของฮอลแลนด์ โดยหลักสูตรนี้เน้นเรื่องความชำนาญเฉพาะตัวของนักเตะ การครองบอล และการควบคุมบอลได้ดี รวมทั้งความรวดเร็วในการจู่โจมคู่ต่อสู้ ด้วยเทคนิคของฝีเท้า และ ร็อบเบน ก็มีคุณสมบัติดังที่กล่าวถึงมาแล้วอยู่ในตัวอย่างครบถ้วน จนทำให้ เอฟซี โกรนินเก้น สโมสรใหญ่ในเมืองของเขา ดึงตัวไปร่วมทีม

เส้นทางนักเตะอาชีพ

2000-2002 : โกรนิงเก้น

เอฟซี โกรนินเก้น เริ่มบ่มเพาะ ร็อบเบน ด้วยการให้เริ่มเล่นให้ทีมเยาวชนระดับซี ในฤดู 1999/2000 และเขาก็ยิงได้ถึง 50 ประตู ซึ่งนั่นก็ดีพอที่จะทำให้ แยน ฟาน ไดจ์ค กุนซือของทีมชุดใหญ่ เรียก ร็อบเบน ขึ้นไปเสริมทีม ในเดือนพฤศจิกยน ปี 2000 ก่อนที่จะส่ง ดาวเตะจอมเทคนิครายนี้ ลงสนามเป็นนัดแรก ในเกมที่พบกับ อาร์เคซี วาลไวจ์ค โดย ร็อบเบน ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามไปแทน ลีโอนาร์โด้ ดอส ซานโต๊ส ในนาทีที่ 79 ของการแข่งขัน

หลังจากนั้น ในฤดู 2000/2001 ร็อบเบน ก็เปลี่ยนเป็นนักเตะชุดใหญ่ของทีมอย่างเต็มตัว ลงสนามเป็นตัวจริงไป 18 นัด แม้จะทำได้แค่ 2 ประตู แต่ด้วยทักษะ และลีลาการเล่นที่เหลือร้ายทำให้เขาได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ในฤดู 2001/2002 ร็อบเบน ยังพัฒนาฝีเท้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ลงสนามไป 18 นัด ทำได้ 6 ประตู และด้วยฝีเท้า เทคนิค และความเร็วอันขึ้นชื่อลือชาของเขาทำให้ ร็อบเบน โด่งดังไปทั้วฮอลแลนด์ จนในที่สุด พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทีมยักษ์ใหญ่แดนหังกันลม ก็มาซื้อตัวร็อบเบน ไปร่วมทีม ก่อนที่ฤดู 2002/2003 จะเริ่มขึ้น ด้วยค่าตัว 4.2 ล้านปอนด์
2002-2004 : พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น

ในช่วงออกเริ่มฤดู 2002/2003 กับต้นสังกัดใหม่ อย่าง พีเอสวี มีเสียงวิจารณืว่า ร็อบเบน ค่าตัวสูงเกินไปไหม สำหรับนัดเตะวัยแค่ 18 ปี แต่เขาก็จัดการลบเสียงวิจารณ์เหล่านั้น ด้วยการลงวาดลวดลาย 33 นัด ยิงได้ 12 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ลีกฮอลแลนด์ สมัยที่ 17 มาครองได้ โดยที่เขายังได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทีม ร่วมกับ มาเตย่า เคซมัน นอกจากนั้นยังได้รางวัลนักเตะทักษะดีเด่นประจำปี อีกด้วย

หลังจากออกเริ่มฤดูแรกกับ พีเอสวี ได้อย่างสุดประทับใจ ปรากฏว่าในฤดูต่อมา ร็อบเบน ต้องพบกับฤดูที่น่าผิดหวังบ้าง เมื่อ พีเอสวี พลาดท่าเสียแชมป์ลีกให้กับ อาแจ๊กซ์ คู่ปรับสำคัญ ขณะที่ ร็อบบเน ก็โดนอาการบาดเจ็บที่เอ็นหลังหัวเข่าเล่นงาน 2 ครั้ง จนไม่ได้ลงสนามไปพักหนึ่ง แถมยังโดน กุส ฮิดดิงค์ กุนซือของทีมตำหนิว่านิสัยไม่ดี ชอบแกล้งพุ่งล้มตบตาผู้ตัดสิน จนโดนใบเหลืองจากคดีนี้ไปหลายครั้ง

แม้จะประสบมรสุมชีวิตที่ พีเอสวี แต่ด้วยฝีเท้าที่เอกอุ ทำให้ ร็อบเบน เป็นที่ต้องการของ รีล มาดริด ทีมมหาอำนาจของสเปน และ 2 ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี

แม้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” จะเชิญ ร็อบเบน ไปพบ และลงทุนเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง แต่การที่ แมนฯยูฯ ยื่นข้อเสนอให้กับ พีเอสวี 7 ล้านปอนด์ มันไม่พอต่อความปรารถนาของทีมดังแดนกังหันลม ถึงขนาดที่ว่า แฮร์รี่ ฟาน ไรจ์ ประธานสโมสรพีเอสวี กล่าวประชดว่าเงินแค่นี้คงซื้อได้แค่เสื้อ และรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นของ ร็อบเบน เท่านั้น

ขณะที่ รีล มาดริด ก็ไม่ใช่ทีมในฝันของ ร็อบเบน เพราะเขาขอบบาร์เซโลน่า มากกว่า ทำให้ เชลซี ยื่นข้อเสนอ 18 ล้านปอนด์ ไปให้ พีเอสวี พิจารณา และทางทีมดังแห่งฮอลแลนด์ ก็ตอบรับข้อเสนอนี้ อย่างพึงพอใจ แบะการย้ายทีมอีกรอบของ ร็อบเบน จึงบังเกิดขึ้น

2004-2007 : เชลซี

หลังจากย้ายมาร่วมทีม เชลซี ได้ไม่นาน ร็อบเบน ก็ได้รับบาดเจ็บ ในการลงเตะอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซั่น นัดที่พบกับ โรม่า ทำให้เขาต้องพักยาว กว่าจะได้ลงสนามให้กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” อย่างเป็นทางการ ก็ล่วงถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2004

แต่ภายหลังที่หายเจ็บกลับมาแล้ว ร็อบเบน ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงมาครองได้อย่างไม่ยากเย็น และแปลงเป็นขวัญใจแฟนบอลเชลซี ด้วยลีลาการเล่น และเทคนิคที่แพรวพราว จนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพา เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ ลีก คัพ มาครองได้ ในฤดู 2004/2005ก่อนจะมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ฤดู 2005/2006

ไปสู่ฤดู 2006/2007 ดูเหมือนว่า ชีวิตในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของร็อบเบน ก็เริ่มจะมีอุปสรรค เมื่อเขาต้องถูกจับนั่งเป็นผู้เล่นสำรองอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจะSystemการเล่นที่ไม่เอื้อให้กับสไตล์การเล่นของเขา แต่จากอาการบาดเจ็บของ โจ โคล ก็เท่ากับเป็นให้โอกาสให้เขา ร็อบเบน ได้กลับมาเล่นเป็นตัวจริงอีกรอบ และเขาก็ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่ความโชคร้ายจะมาเยือนเขาอีกจนได้ โดยร็อบเบน ต้องพลาดการลงสนามให้ทีมไปตั้งแต่ปลายเดือน มีนาคม เพราะว่าต้องเข้ารับการผ่าตัดที่เข่า อย่างไรก็ตาม เขาก็กลับมาฟิตพร้อมลงเล่นให้ทีมได้ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบรองชนะเลิศ ที่พบกับ หงส์แดง โดยแม้ว่าจะไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์รายการนี้ได้ แต่เขาก็ยังมีส่วนช่วยให้ทีม "สิงห์บูลส์" คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ หลังเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศ ช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม 2007 และนั่นก็เป็นฤดูสุดท้ายของเขาในเกาะอังกฤษ ก่อนที่จะเก็บกระเป๋า ย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด หลังจบซีซั่น 

2007-ปัจจุบัน : เรอัล มาดริด

ในวันที่ 22 สิงหาคม ปี 2007 ร็อบเบน เซ็นสัญญากับ ทีม "ราชันชุดขาว" ตรงเวลา 5 ปี ในราคา 24 ล้านปอนด์ ส่งทำให้เขาเปลี่ยนเป็นนักเตะค่าตัวแพงเป็นชั้น 5 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ตามหลัง ซีเนอดีน ซีดาน, หลุยส์ ฟิโก, เดวิด เบ๊คแฮม และ โรนัลโด้ ตามลำดับ

ร็อบเบน ลงสนามให้กับ เรอัล มาดริด นัดแรก ในวันที่ 18 กันยายน ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ก่อนที่ เขาต้องพลาดช่วยต้นสังกัดตรงเวลากว่า 6 สัปดาห์ เนื่องมาจากมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขารบกวนมาจากเกมทีมชาติก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เขาก็กลับมาลงสนามได้อีกรอบในเดือน ธันวาคม ซึ่งหลังจากนั้น ร็อบเบน ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ จนสามารถเปลี่ยนเป็นกำลังสำคัญของ ขุนพล "เอล กลาซิโก้" ได้อย่างถาวร พร้อมกับช่วยให้ทีม คว้าแชมป์ ลา ลีกา มาครองได้สำเร็จ เป็นสมัยที่ 31 โดยทำแต้มทิ้งห่างทีมชั้น 2 อย่าง บียาร์เรอัล ชนิดไม่เห็นฝุ่น อีกด้วย

ปัจจุบัน รอบเบน ยังคงเป็นหัวใจในแดนซ้ายของทีม อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ทีมชาติฮอลแลนด์

สำหรับเส้นทางในทีมชาติฮอลแลนด์ นั้น ร็อบเบน ติดทีมชาติมาแล้ว 34 นัด ทำได้ 10 ประตู โดยประสบการณ์ในการลงเตะทัวร์นาเม้นท์สำคัญให้กับทีมชาติเป็นนัดแรกคือในศึกบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2004 ที่โปรตุเกส ขณะที่ ทัวร์นาเม้นท์สำคัญระดับชาติ ครั้งที่สองของเขา ก็คือบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน และปัจจุบัน ในเกมบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2008 ที่ออสเตรีย และ สวิตเซอร์แลนด์

ชีวิตส่วนตัว

– ในวันที่ 9 มิถุนายน ปี 2007 ร็อบเบน แต่งงานกับ เบร์นาเดียน อีลเลิร์ต แฟนสาวซึ่งคบหาดูใจกันตั้งแต่สมัยที่เรียนไฮสคูล ที่เมือง โกรนิงเก้น บ้านเกิดของตนเอง โดยทั้งคู่ มีลูกชาวด้วยกัน 1 คน ชื่อว่า ลูก้า

– ฮาน พ่อของร็อบเบน ปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ส่วนตัวของเขา

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ

ระดับสโมสร

พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น : แชมป์พรีเมียร์ดัตช์ 1 สมัย (2002–03), แชมป์ Johan Cruijff-schaal 1 สมัย (2003–04)

เชลซี : แชมป์พรีเมียร์ชิพ 2 สมัย (2004–05, 2005–06), แชมป์ลีกคัพ 2 สมัย (2005, 2007), แชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลดื 1 สมัย (2005), แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย (2007)

เรอัล มาดริด : แชมป์ลา ลีก กา 1 สมัย (2007–08)

ระดับส่วนตัว
U-21 European Footballer of the Year (2005)
Netherlands' Young Player of the Year(2003)