ประวัติ ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่

ตาร์เดลลี่ซัดสองพา"แซมบ้า"ยำ"ฟ้าขาว"2-0

          ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่ สวมบทฮีโร่ทำคนเดียวสองประตู ช่วยให้ทีมชาติ บราซิล เอาชนะ อาร์เจนติน่า ไปได้ 2-0 ในเกมกระชับมิตรช่วงวันที่ 11 ตุลาคม 2014 ณ สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง หรือสนามรังนกที่เคยจัดโอลิมปิกไปแล้วในปี 2008

          เขาได้รับโอกาสกลับมาติดทัพ "เซเลเซา" อีกรอบในยุคของ คาร์ลอส ดุงก้า ซึ่งเป็นคนเดียวกับที่ดันเขาไปสู่ทีมชาติในรอบแรกเมื่อปี 2009 และถูกเรียกมาติดทีมแทนที่ของ เฟร็ด และ โช สองกองหน้าปืนฟืดของทีม โดยเกมนี้เขาลงสนามเป็นหัวหอกตัวเป้า โดยมี เนยมาร์ กับ ออสการ์ คอยประสานงานจากทางด้านข้าง

          ตาร์เดลลี่ ซัดประตูขึ้นนำให้กับทีมในนาทีที่ 28 ก่อนจะมาปิดท้ายด้วยประตูย้ำชัยในนาทีที่ 64 ช่วยให้ขุนพล "แซมบ้า" เอาชนะ อาร์เจนติน่า คู่ปรับตลอดกาลไปได้ 2-0 ซึ่งถือว่าเป็นสองประตูแรกที่เขาทำได้ในฐานะนักเตะที่ถูกเลือก ภายหลังที่ติดทีมชาติไปแล้ว 8 นัด และปัจจุบันสังกัดสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ ในลีกบ้านเกิด

ชื่อเต็ม : ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่
วันเกิด : 10 พฤษภาคม 1985
เกิดที่ : ซานต้า บาร์บาร่า เด โอเอสเต้, บราซิล
สัญชาติ : บราซิล
ส่วนสูง : 179 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า

ประวัติส่วนตัว

          ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่ (เกิด 10 พฤษภาคม 1985) กองหน้าจากสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ เขาเป็นนักเตะที่ความถนัดในการเล่นเกมรุกด้วยความรวดเร็วและทักษะความชำนาญเฉพาะตัวที่สูงมาก นอกจากนี้ชื่อของเขายังมาจากตำนานลูกหนังอย่าง ดิเอโก้ มาราโดน่า และ มาร์โก้ ตาร์เดลลี่ อีกด้วย เขามีช่วงชีวิตการค้าแข้งที่พเนจรสุด ๆ และเคยค้าแข้งกับสโมสรดัง ๆ หลายที่ เช่น เซา เปาโล, เรอัล เบติส, พีเอสวี, อันจิ มาคัชคาล่า และ อัล-การาฟา เป็นต้น

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

ช่วงแรกในการเล่นอาชีพ (2004-2007)

          ตาร์เดลลี่ เป็นเด็กปั้นจากศูนย์ฝึกเยาวชนของสโมสร เซา เปาโล และถูกปล่อยตัวให้กับทีม เรอัล เบติส ในศึก ลาลีก้า สเปน (2005-06) และสโมสร พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น (2006-07)

          เขาลงสนามให้กับ เซา เปาโล ทั้งสิ้น 90 นัด ยิงได้ 18 ประตู นอกจากนี้ยังลงสนามในฐานะแข้งยืมตัวให้กับ เรอัล เบติส และ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น รวมกัน 25 เกม ยิงไปทั้งสิ้น 3 ประตู

ฟลาเมงโก้ (2008)

          เขาย้ายมาเล่นให้กับสโมสร ฟลาเมงโก้ ในเดือน มกราคม ปี 2008 และเปลี่ยนเป็นทีเด็ดของทีมช่วยให้ต้นสังกัดเอาชนะ โบตาโฟโก้ ในรอบชิงชนะเลิศ ตากา กัวนาบาร่า และอีกรอบในรองชิงชนะเลิศ ริโอ เด จาเนโร่ สเตท ลีก 2008 กับ โบตาโฟโก้ เจ้าเดิม

          โชคชะตาเริ่มไม่เป็นใจ เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บหนักในวันที่ 3 สิงหาคม 2008 ในเกมที่พบกับ ครูไซโร่ ซึ่งได้รับบาดเจ็บรอบๆแขนขวา ภายหลังที่ตกมากระแทกพื้น ทำให้เจ้าตัวจำเป็นต้องเข้ารับการผ่าตัดในทันที แต่ทางทีมแพทย์ของสโมสรคิดว่าเขายังสามารถฝืนลงเล่นได้จนกระทั่งจบฤดู 2008

          ภายหลังที่พักฟื้นนานกว่า 4 เดือน ในวันที่ 23 พฤศจิกายน 2008 ตาร์เดลลี่ ได้ฤกษ์คัมแบ็คลงสู่สังเวียนผืนหญ้าอีกที ในช่วงครึ่งเวลาหลังที่พบกับทีม ครูไซโร่ แต่เขาก็ถูกไล่ออกจากสนาม เหตุเพราะทำฟาวล์หนักในกรอบจุดโทษก่อนที่จะเสียประตู หัวหอกรายนี้ลงสนามให้กับ ฟลาเมงโก้ เพียงแค่ 16 เกมแค่นั้นและยังยิงประตูในลีกไม่ได้เลย

แอตเลติโก มิไนโร่ (2009-2011)

          เขาต้องอำลาทีม ฟลาเมงโก้ ในวันที่ 12 มกราคม ปี 2009 และตบเท้าร่วมกับสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ ในเวลาต่อมา เขามีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมกับทีมนี้เป็นอย่างมาก และลงสนามให้กับทีมไปมากถึง 114 เกม ถล่มไปได้ทั้งสิ้น 73 ประตูเลยทีเดียว

          ตาร์เดลลี่ มีข่าวคราวการย้ายตัวกับสโมสรชื่อดังอย่าง แซงต์ เอเตียนน์ ในลีก เอิง ฝรั่งเศส แต่ทางสโมสร แอตเลติโก มิไนโร่ ปฏิเสธที่จะปล่อยตัวเขาก่อนที่จะจบฤดู 2009

อันจิ มาคัชคาล่า (2011-2012)

          ในวันที่ 8 มีนาคม 2011 เป็นวันที่เขาจำเป็นต้องเดินทางผ่านน้ำผ่านสมุทรหลายพันไมล์ เพื่อให้ที่จะเซ็นสัญญากับสโมสร อันจิ มาคัชคาล่า ยอดทีมจากลีก รัสเซีย โดยมีแถลงการณ์ว่าค่าตัวของศูนย์หน้าวัย 25 ปีรายนี้อยู่ที่ราว ๆ 7.5 ล้านยูโร (ประมาณ 307 ล้านบาท) กับสัญญาระยะยาว 4 ปี

          เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เขาได้รับโอกาสลงสนามน้อยนิดเหลือเกิน เพียงแค่ 13 เกมแค่นั้นและไม่สามารถทำประตูในลีกแดนหมีขาวได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

อัล-การาฟา (2012-2013)

          ตาร์เดลลี่ กลายเป็นข่าวหนาหูว่าจะกลับมาค้าแข้งในลีกบ้านเกิดอีกรอบ เนื่องด้วยมีปัญหาเรื่องการปรับตัวในประเทศ รัสเซีย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 10 มกราคม 2012 เขาประกาศตัวเป็นนักเตะคนใหม่ของสโมสร อัล-การาฟา ในลีก กาต้าร์ ด้วยสัญญา 2 ปีครึ่ง และมีค่าตัวในการย้ายทีมอยู่ที่ 7 ล้านยูโร (ประมาณ 287 ล้านบาท)

          เขาลงสนามเป็นนัดแรกให้กับทีมในตะวันออกกลาง ช่วงวันที่ 20 มกราคม ปี 2012 แต่กลับพลาดลูกโทษในนาทีที่ 30 ภายหลังที่ลงมาเป็นผู้เล่นสำรอง ซึ่งทีมต้นสังกัดพ่ายสโมสร อัล กอร์ ไป 0-2 และโอกาสครั้งที่สองในเกม เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ อัล-ฮิลาล เอฟซี ในวันที่ 21 มีนาคม โดยเขาซัดสองประตูให้กับทีม แต่ผลจบลงด้วยการแบ่งกันไปฝั่งละหนึ่งแต้ม

          หัวหอกบราซิลเลี่ยนในวัย 27 ปี ลงสนามให้กับ อัล-การาฟา ไปจำนวนทั้งสิ้น 24 เกม และฆ่าไปทั้งหมด 13 ประตู ถือว่าสถิติการจบสกอร์ยังทำได้ไม่เลว

แอตเลติโก มิไนโร่ (2013-ปัจจุบัน)

          ในวันที่ 18 มกราคม 2013 แม่ของเขา อิวาเนีย กล่าวผ่านทางทวิตเตอร์เกี่ยวกับการกลับมาสู่ลีกในบ้านเกิดอีกรอบกับต้นต้นสังกัดอย่าง แอตเลติโก มิไนโร่ โดยมีเนื้อหาใจความว่า "Muito Feliz! Meu filho está de volta ao Galo. Obrigado, Senhor!" (ฉันเป็นสุขมาก! ที่ลูกชายของฉันกำลังจะกลับมาสู่ "กาโล" ขอบคุณ,ท่านลอร์ด) – กาโล เป็นฉายาของทีม แอตเลติโก มิไนโร่ ซึ่งแปลว่า ไก่แจ้

          และในวันที่ 27 มกราคม ดิเอโก้ ตาร์เดลลี่ ออกมาการันตีว่าการย้ายตัวใกล้บรรลุคำสัญญาได้แล้ว ซึ่งเหลือแค่การรอให้นักเตะเดินทางมาถึงสโมสรในวันที่ 31 มกราคม แค่นั้นและแล้วการพูดจาซื้อขายนักเตะก็จบลง เมื่อเขาได้กลับมายกเสื้อ แอตเลติโก มิไนโร่ เป็นครั้งที่สองในชีวิต

          ในตอนท้าย ตอนวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2013 อเล็กซานเดร คาลิล ประธานสโมสรของ แอตเลติโก มิไนโร่ จะประกาศเกี่ยวกับการกลับมาอีกรอบของ ตาร์เดลลี่ ด้วยค่าตัวจำนวน 5.25 ล้านยูโร (ประมาณ 215 ล้านบาท) และเซ็นสัญญายาวนานกว่า 4 ปีเลยทีเดียว

การลงเล่นในให้กับทีมชาติ

          ตาร์เดลลี่ ถูกเรียกติดทีมชาตินัดแรกในยุคของ คาร์ลอส ดุงก้า ตอนวันที่ 28 กรกฎาคม 2009 และลงสนามนัดแรกในเกมกระชับมิตรกับทีมชาติ เอสโตเนีย ที่เมือง ทาลลินน์ ช่วงวันที่ 12 สิงหาคม

          ตอนวันที่ 10 พฤษภาคม 2010 เขาถูกเรียกติดทีมชาติเพื่อให้ลุยศึกบอลโลก 2010 ในฐานะหนึ่งในเจ็ดนักเตะกำลังสำรอง

          โดยในเดือน ตุลาคม ปี 2013 เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างร้อนแรงให้กับ แอตเลติโก มิไนโร่ แต่เขาต้องผิดหวัง เมื่อ หลุยส์ ฟิลิปเป้ สโคลารี่ ไม่เรียกเขาไปร่วมทัพ "เซเลเซา" ในการร่วมศึกบอลโลกครั้งปัจจุบันที่ประเทศ บราซิล เป็นเจ้าภาพ

          และปัจจุบันช่วงวันที่ 11 ตุลาคม 2014 เขาถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติเป็นรอบที่สอง ภายใต้การทำทีมของ คาร์ลอส ดุงก้า และลงทำศึกซูเปอร์คลาสิโกแห่งอเมริกาใต้ ด้วยการพบกับทีมชาติ อาร์เจนติน่า ที่สนามกีฬาแห่งชาติปักกิ่ง เมืองจีน ซึ่ง ตาร์เดลลี่ พิสูจน์ตัวเองด้วยการซัดคนเดียวสองประตูให้ขุนพล "แซมบ้า" เอาชนะไปได้ 2-0

ufa1688

ประวัติ ลีออน โกเรทซ์ก้า

ชื่อเต็ม : แบร์นาร์โด้ โมตา เวย์ก้า เดอ คาร์วัลโญ เอ ซิลวา

วันเกิด : 10 สิงหาคม 1994

ที่เกิด ลิสบอน, โปรตุเกส

สัญชาติ โปรตุเกส

ส่วนสูง 173 เซนติเมตร

ตำแหน่ง มิดฟิลด์ริมเส้น

ประวัติส่วนตัว 

          แบร์นาร์โด้ ซิลวา เป็นนักเตะอาชีพชาวโปรตุเกส ที่โด่งดังจากการลงเล่นในศึก ลีก เอิง ฝรั่งเศส กับโมนาโก และเป็นกองกลางตัวหลักให้ทัพ "ฝอยทอง" อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันเจ้าตัวได้ย้ายมาร่วมทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เรียบร้อยแล้ว โดยจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม นี้

เบนฟิก้า

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          แบร์นาร์โด้ เป็นผลิตผลในSystemเยาวชนของทัพ "เหยี่ยวลิสบอน" เจ้าตัวไต่เต้ามาจาก เบนฟิก้า บี ที่คว้าแชมป์โปรตูกิส จูเนียร์ส แชมเปี้ยนส์ชิพในฤดู 2012/13 โดยเจ้าตัวลงสนามเปิดตัวกับ เบนฟิก้า บี ในฤดู 2013/14 ในศึก เซกุนด้า ลีก้า แมตช์ ที่พบกับ โทรเฟนเซ่ ตอนวันที่ 10 สิงหาคม 2013

          หลังจากนั้นเส้นทางอาชีพค้าเเข้งของเจ้าตัวก็เปิดกว้างมากขึ้น ตอนวันที่ 19 ตุลาคม 2013 ซิลวาได้เปิดตัวกับ เบนฟิก้า ชุดใหญ่เป็นนัดแรกด้วยวัยเพียง 19 ปี ในแมตช์บอล ถ้วย โปรตุเกส คัพ ในเกมที่ ทัพ "เหยี่ยมลิสบอน" เฉือนชนะเดสปอร์ติโว่ เดอ ซินฟาเญส 1-0 ซึ่งเจ้าตัวลงสนามมาเป็นผู้เล่นสำรองในนาทีที่ 80 จากการโชว์ผลงานได้อย่างดียิ่งกับ เบนฟิก้า บี ทำให้ซิลวาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำปี (2013/14) อีกด้วย

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

          แบร์นาร์โด้ ซิลวา ชอบแสดงความรักของเขาต่อสโมสร เบนฟิก้า อยู่เสมอ ทั้งบนโซเชี่ยลมีเดีย หรือในการสัมภาษณ์กับสื่อมวลชน โดยเจ้าตัวบอกอยู่เสมอว่าเสียใจที่ไม่ได้ลงเล่นให้กับ เบนฟิก้ามากนัก เหมือนที่ใฝ่ฝันเอาไว้ ซึ่งคาดการณ์ว่า เจ้าตัวจะหวนกลับมาเล่นให้กับทีมรักอีกทีในบั้นปลายอาชีพค้าแข้งอย่างแน่ๆ

โมนาโก ฤดู 2014/15

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva monaco 14/15

          ตอนวันที่ 7 สิงหาคม 2014 ซิลวา ย้ายมาร่วมทีม โมนาโก ในฐานะแข้งยืมตัว 1 ฤดู และลงเปิดฉากสนามนัดเเรกในลีก เอิง ฝรั่งเศส พบกับบอร์กโดซ์ ตอนวันที่ 17 สิงหาคม โดยลงไปแทน ลูคัส โอคัมโปส ในช่วงช่วงหลัง แต่ไม่สามารถช่วยทีมได้ โมนาโก บุกพ่าย บอร์กโดซ์ 1-4 หลังจากนั้นในวันที่ 21 กันยายน เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงนัดแรกในเกมที่ โมนาโก เปิดบ้านเชือดแก็งก็อง 1-0 และต่อมาในวันที่ 14 ธันวาคม ก็สามารพังประตูแรกให้กับตัวเองได้ และเป็นประตูชัยช่วยให้ โมนาโก เปิดบ้านเชือด โอลิมปิค มาร์กเซย 1-0

          วันที่ 20 มกราคม ปี 2015 เบนฟิก้า ได้ประกาศขาย แบร์นาโด้ ซิลวาให้กับ โมนาโก อย่างเป็นทางการด้วยราคา 15.75 ล้านยูโร และเซ็นสัญญาค้าแข้งในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ จนถึงปี 2019 ในฤดู 2015/16 วันที่ 10 สิงหาคม แบร์นาร์โด้ ซิลวา จัดการขยายสัญญาค้าแข้งในถิ่น สต๊าด หลุยส์ เดอซ์ ออกไปจนถึง มิถุนายน ปี 2020

โมนาโก ฤดู 2016/17

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva monaco 14/15

               ถือเป็นปีที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างดียิ่งจนเป็นที่หมายตาของบรรดายักษ์ใหญ่ทั่วทวีปยุโรป เริ่มจากในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แบร์นาร์โด้ ซิลวา ยิงประตูตีเสมอให้ โมนาโก ในนาทีที่ 87 ช่วยให้ทีมบุกเจ๊า ซีเอสเคเอ มอสโก 1-1 ในรอบแบ่งกลุ่ม หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ฟอร์มร้อนแรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่จัดการเหมาคนเดียว 2 ประตู ช่วยให้ โมนาโก บุกไปถล่ม โอลิมปิค มาร์กเซย 4-1 ช่วยให้ทีมผงาดแซง เปแอสเช คู่แข่งร่วมลีกขึ้นเป็นจ่าฝูงทันที

          วันที่ 29 มกราคม ถือเป็นวันที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างดียิ่ง ในศึกบิ๊กแมตช์ประจำลีก โมนาโก บุกเยือน ปารีส แซงต์ แชร์กแมง เอดินสัน คาวานี่ ซัดจุดโทษให้ เปแอสเช ขึ้นนำไปก่อนในนาทีที่ 81 เกมทำท่าจะจบด้วยชัยชนะของเจ้าบ้าน แต่ทว่า แบร์นาร์โด้ ซิลวา สวมบทฮีโร่ยิงประตูตีเสมอให้กับทีมได้สำเร็จในนาทีที่ 90+2 ช่วยให้ โมนาโก เก็บ 1 แต้มจากยอดทีมจากปารีส ได้อย่างดียิ่ง ช่วยให้พวกเขากลับมารั้งจ่าฝูงในลีก เอิง ได้อีกรอบ

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ monaco champion

          แบร์นาร์โด้ ซิลวา จบฤดู 2016/17 ด้วยการซัดไปทั้งสิ้น 8 ประตู และ 9 แอสซิส ช่วยให้ โมนาโก ผงาดคว้าแชมป์ลีก เอิง ได้สำเร็จในฤดูนี้ เมื่อรวมแข่งขันทุกรายการ 58 นัด ยิงได้ 11 ประตู และทำไป 12 แอสซิส

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

          ในวันที่ 26 พฤษภาคม 2017 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ออกผจญภัยหาความท้าทายในต่างแดนบนเวที พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อเจ้าตัวเซ็นสัญญาค้าแข้งเป็นนักเตะในสังกัดของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสัญญา 5 ปี มูลค่า 43.5 ล้านปอนด์ และอาจเพิ่มไปถึง 17.5 ล้านปอนด์ หากทำผลงานได้ดีตามเงื่อนไขต่างๆที่ระบุไว้ในสัญญา ดาวเตะ "ฝอยทอง" จะร่วมทีมอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 กรกฎาคม 2017 เมื่อตลาดซื้อขายนักเตะเปิดทำการ

ทีมชาติ โปรตุเกส

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva portugal u19

          ในปี 2013 แบร์นาร์โด้ ซิลวา ติดทีมชาติ โปรตุเกส ชุดยู-19 ลุยศึก บอลยุโรปรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี โดยทัพ "ฝอยทอง" ตะลุยไปจนถึงรอบรองชนะเลิศ และแบร์นาร์โด้ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 10 ผู้เล่นดาวรุ่งที่น่าจับตามองมากที่สุดในยุโรป

          วันที่ 31 มีนาคม 2015 เป็นแมตช์แห่งความภาคภูมิใจ เมื่อเจ้าตัวได้ลงสนามให้ทีมชาติโปรตุเกสชุดใหญ่นัดแรกในแมตช์อุ่นเครื่องที่ ทัพ "ฝอยทอง" เปิดบ้านชนะ เคปเวิร์ด ไป 2-0 ต่อมาในวันที่ 27 มิถุนายน 2015 เจ้าตัวซัดประตูแรกให้ทีมชาติโปรตุเกสชุด ยู 21 ได้เป็นนัดแรก ในเกมที่พลพรรค "ฝอยทอง" ไล่ถล่มเยอรมัน ยู 21 ไปถึง 5-0 ในศึกบอลยูโร ยู-21 รอบรองชนะเลิศ ที่ประเทศ สาธารณรัฐเช็ก

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ bernardo silva portugal

              ศึกบอล ยูโร 2016 เจ้าตัวถูกหั่นชื่อทิ้ง ไม่ได้ไปร่วมทีมในทัวร์นาเม้นต์นี้ ซึ่งผลสุดท้ายเป็น โปรตุเกส ที่ผงาดคว้าแชมป์ ยุโรปมาครองได้เป็นอย่างมากใหญ่

ufa1688

 

ประวัติ ริยาด มาห์เรซ

ริยาด มาห์เรซ ปีกทีมชาติแอลจีเรีย เกิดเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 1991 ในเมืองซาร์แซล ประเทศฝรั่งเศส เขาเป็นลูกครึ่งที่มีพ่อเป็นชาวแอลจีเรีย และมีแม่เป็นลูกครึ่งแอลจีเรีย-โมร็อกโก มาห์เรซ มีใจรักในกีฬาฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก แต่ด้วยรูปร่างที่เล็กและผอมบางของเขาจึงทำให้เขาถูกปฏิเสธจากสโมสรต่างๆ ที่ตัวเขาได้เข้าร่วมทดสอบฝีเท้าอยู่เสมอ   ufa1688 

ต่อมา มาห์เรซ ในวัย 15 ปี เขาได้เข้าไปทดสอบฝีเท้ากับ อาอาแอ็ส ซาร์แซล สโมสรท้องถิ่นในประเทศฝรั่งเศส ในปี 2004 ก่อนที่จะย้ายไปเล่นให้กับสโมสรสมัครเล่นอย่าง แก็งแปร์ ในปี 2009 ซึ่งเขาทำผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ จนทำให้ได้ย้ายมาอยู่กับทางสโมสร เลอ อาฟร์ เอฟซี แต่ก็ได้ลงเล่นแค่ในทีมสำรองเพียงเท่านั้น ซึ่งนั่นเป็นเวลาเกือบ 3 ปีเต็มที่ใช้เวลาในการพิสูจน์ตัวเอง ก่อนที่จะได้ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสโมสรและได้สัญญาเป็นนักฟุตบอลอาชีพฉบับแรกในปี 2013 โดยฤดูกาลแรกที่เขาได้ลงเล่นในนามนักเตะของทีมชุดใหญ่เขาทำผลงานได้อย่างสุดยอด ซึ่งเขาได้ลงเล่นไปทั้งหมด 67 นัด รวมทั้งหมดทุกรายการ และยังสามารถทำได้อีก 10 ประตู ก่อนที่จะย้ายไปร่วมทีมกับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้

สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้
mahrez-debut
มาห์เรซ ย้ายมามาอยู่กับสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ เพื่อหวังที่จะขึ้นไปมีชื่อเสียงโด่งดัง เล่นอยู่บนลีกสูงสุด

จิ้งจอกสยาม เลสเตอร์ ซิตี้ ได้ส่งแมวมองอย่าง สตีฟ วอลช์ เดินทางไปดูฟอร์มการเล่นของปีกตัวจี๊ดราวนี้ในทันที หลังจากที่ได้ยินถึงชื่อเสียงความเก่งกาจของเขา โดยหลังจากที่สโมสรได้ส่งแมวมองมาดูฟอร์มการเล่นของ ริยาด มาห์เรซ ก็ไม่รอช้า รีบยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวดาวเตะรายนี้เป็นจำนวนเงิน 400,000 ปอนด์ หรือราวๆ 20 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกนั้นเหมือนกับว่าครอบครัวของ มาห์เรซ จะดูเหมือนไม่เห็นด้วยกับไปค้าแข็งในประเทศ England  เนื่องจากเห็นว่ารูปแบบสไตล์การเล่นของเขานั้นน่าจะเหมาะในการเล่นใน ลา ลีก้า สเปนมากกว่า แต่ตัวเขาก็ตัดสินใจที่จะย้ายเข้ามาเล่นในประเทศ England  เพราะมีคิดว่า โอกาสที่จะได้ย้ายไปเล่นในลีกใหญ่ในทวีปยุโรปนั้น ไม่ได้มีเข้ามาบ่อยๆ

มาห์เรซ ย้ายมาเล่นให้กับทีมในระดับลีก แชมเปี้ยนชิพ ในประเทศ England  กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ในวันที่ 11 มกราคม 2014 โดยเซ็นสัญญาเป็นเวลาทั้งสิ้น 3 ปีพร้อมกัน โดยเขาได้ลงสนามเป็นเกมแรกในวันที่ 25 มกราคม 2014 จากการลงเป็นตัวสำรองแทนที่ของ ลอยด์ ดายเออร์ ในช่วงนาทีที่ 79 ซึ่งในเกมนัดดังกล่าว เขาสามารถช่วยให้สโมสรเอาชนะ มิดเดิ่ลสโบรช์ ไปได้ 2-0 จากการถูกส่งลงเป็นตัวสำรอง 4 เกมติด ทำให้เขาสามารถทำประตูแรกของตัวเองให้กับทีมได้สำเร็จ ซึ่งนั่นถือว่าเป็นประตูที่สำคัญ เพราะเขาสามารถช่วยให้ทีมตีเสมอคู่ปรับร่วมเมืองอย่างทีม น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ในนาทีที่ 82 ทำให้กุนซือในเวลานั้นอย่าง ไนเจล เพียร์สัน ได้ออกมาประกาศผ่านสื่อว่า ริยาด มาห์เรซ พร้อมแล้วที่จะออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงของทีม ซึ่งนั่นนับเป็นก้าวสำคัญของตัวเขา เพราะได้มีส่วนช่วยให้สโมสรได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นอยู่บน  Premier League  ได้สำเร็จ

เลื่อนชั้นขึ้นสู่  Premier League 
mahrez-premier-league

มาห์เลซ ได้ลงเป็นตัวจริงในการแข่งขันบนเวที  Premier League  ครั้งแรกในวันที่ 14 สิงหาคม 2014 และสามารถทำประตูแรกได้ในวันที่ 4 ตุลาคม 2014 และได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมกับสโมสรมาอย่างเรื่อยๆ จนทำให้เขาได้รับสัญญาฉบับใหม่กับทางสโมสร เป็นระยะเวลา 4 ปี

ซึ่งหลังจากได้รับสัญญาฉบับใหม่ เขายังคงโชว์ฟอร์มสุดยอดออกมาได้อย่างตลอด พร้อมทั้งยังเป็นกำลังสำคัญที่นำพาชัยชนะมาสู่ทีมได้อย่างเสมอ จนได้รับคำชมและถูกเชิดชูจากกัปตันทีมอย่าง เวส มอร์แกน ว่า “นี่คือผู้เล่นที่นำชัยชนะมาสู่ทีมของเรา” ต่อไปต่อมาเขายังสามารถโชว์ฟอร์มอันสุดยอดได้ด้วยการทำได้อีก 4 ประตู จากการลงเล่น 3 นัดที่หนึ่งของซีซั่น

แชมป์ประวัติศาสตร์ กับ จิ้งจอกสยาม
mahrez-champions

ในฤดูกาล 2015-2016 มาห์เรซ ยังคงมีฟอร์มการเล่นที่สุดยอด พร้อมกับร่วมทีม เช่น เจมี่ วาร์ดี้, เอ็นโกโล ก็องเต, แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ เป็นต้น เป็นเหตุให้ Season ดังกล่าว สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ สามารถก้าวขึ้นสู่บัลลังก์คว้าแชมป์พรีเมียร์ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ของสโมสรได้ ทำให้ ริยาด มาห์เรซ ได้รับรางวัล นักฟุตบอลยอดเยี่ยมของ PFA มาครอบครองได้ ซึ่งนี่นับเป็นครั้งแรกของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ และนักฟุตบอลชาวแอฟริกาสามารถคว้ารางวัลนี้ได้ จากผลงานอันร้อนแรงที่สามารถพา จิ้งจอกสยาม คว้าแชมป์ Premier League ได้สำเร็จ ทำให้สโมสรชั้นนำทั่วทวีปยุโรปให้ความสนใจและต้องการที่จะดึงตัวเขาไปร่วมทีม แต่ก็ดูเหมือนว่า มาห์เรซ จะยังคงตัดสินใจเลือกอยู่กับสโมสรแห่งนี้ต่อไปอีกหนึ่งซีซั่น ก่อนที่จะย้ายไปเริ่มทีม  Manchester City  ในเวลาต่อมา

เรือใบสีฟ้า ค่าตัว Stats สโมสร
mahrez-mancity
มาห์เรซ ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม  Manchester City  เพราะต้องการที่จะค้นหาความสำเร็จในอาชีพการค้าแข้ง

หลังจากที่ มาห์เรซ ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับทาง เลสเตอร์ ซิตี้ เขาก็ได้รับข้อเสนอจากหลายสโมสรทั่วทวีปยุโรป จนสุดท้ายแล้ว เป็นทางด้านของสโมสร  Manchester City  ที่ได้ซื้อตัวปีกตัวจี๊ดรายนี้ไปร่วมทีมด้วยราคาค่าตัว 60 ล้านปอนด์ ซึ่งทำให้เขากลายเป็นนักฟุตบอลที่มีค่าตัวสูงสุดเป็น Stats ของสโมสรทันที พร้อมทั้งได้รับสัญญาไปทั้งหมด 5 ปี

ในช่วงแรกที่เขาได้ย้ายเข้ามาอยู่กับทางสโมสร ด้วยสภาพทีมที่เป็นไปได้ด้วยสตาร์ดังอย่างมากมาย ทำให้เขาต้องพยามพัฒนาทักษะและฝีเท้าของตัวเอง เพื่อที่จะสามารถยึดตำแหน่งตัวจริงภายในทีมให้ได้ และด้วยความพยายามของเขา จึงทำให้ เปป เห็นว่าเขาเหมาะสมกับตำแหน่ง 11 ตัวจริง และช่วยให้สโมสรสามารถคว้าแชมป์ Premier League  ได้ถึง 2 สมัย ติดต่อกัน ความสำเร็จและความสามารถในตัวของเขา ทำให้ ริยาด มาห์เรซ กลายเป็นนักกีฬาที่ดีที่สุดของประเทศ แอลจีเรีย เลยทีเดียว

ทีมชาติ แอลจีเรีย
mahrez-algerian
ริยาด มาห์เรซ สามารถนำทีมชาติแอลจีเรีย ขึ้นคว้าแชมป์ แอฟริกัน เนชั่นคัพ มาครอบครองได้

ในช่วงปี 2013 ริยาด มาห์เรส ได้ออกมาแสดงความต้องการถึงความต้องการที่จะลงเล่นเป็น Partner ทีมชาติแอลจีเรีย และได้ถูกเรียกตัวติดทีมชาติแอลจีเรียเป็น 23 คน ลุยศึกฟุตบอลโลก 2014 ที่ประเทศบราซิล จนกระทั่งในวันที่ 31พฤษภาคม 2014 มาห์เรซ ได้ลงประเดิมสนามเป็นเกมแรกให้กับทีมชาติแอลจีเรีย ในเกมนัดกระชับมิตรก่อนสู้ศึกฟุตบอลโลก โดยประตูแรกในนามทีมชาติของเขา ได้เกิดขึ้นในวันที่ 15 ตุลาคม กับเกมการแข่งขันนัดที่เจอกับมาลาวี 3-0 ในรอบคัดเลือกศึกฟุตบอล แอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ

เกียรติประวัติ
mahrez-trophy

สโมสร เลสเตอร์ ซิตี้
แชมป์ Premier League  : 2015–2016

แชมป์ฟุตบอลลีกแชมเปี้ยนชิพ : 2013-2014

สโมสร เรือใบสีฟ้า

แชมป์ Premier League  : 2018-2019

แชมป์เอฟเอคัพ : 2018–2019

แชมป์ อีเอฟแอล คัพ : 2018–2019

FA Community Shield : 2018

ทีมชาติแอลจีเรีย
แชมป์ แอฟริกัน เนชั่น คัพ : 2019

ส่วนตัว
นักฟุตบอลทีมชาติแอลจีเรียยอดเยี่ยม : 2015, 2016

นักเตะทีม PFA ยอดเยี่ยมแห่งปี : 2015–2016

รางวัลผู้เล่น PFA ยอดเยี่ยมแห่งปี : 2015–2016

ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี สโมสร เลสเตอร์ซิตี้ : 2015–2016

รางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมทวีปแอฟริกา : 2016

รางวัลนักเตะ Premier League ยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตผ่าน Premier Leaguer : 2016

CAF African Footballer แห่งปี: 2016

ประวัติ อาร์เยน ร็อบเบน

กัปตันทีมชาติฮอลแลนด์ต้องเดินออกจากสนามในเกมพบ ไอซ์แลนด์ และจะไม่ได้เล่นในเกมดวลตุรกีวันอาทิตย์นี้อย่างแน่ๆแล้ว

     อาร์เยน ร็อบเบน ปีกของบาเยิร์น มิวนิค  ufa1688   จะไม่ได้ลงสนามไปอีก 4 สัปดาห์ หลังจากได้รับบาดเจ็บในเกมทีมชาติให้เนคุณร์แลนด์

     ดาวเตะตัวจี๊ดจำต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในเกมพบไอซ์แลนด์ และจากการตรวจผลปรากฏว่าเขาจะไม่ได้ลงสนามไปอีก 1 เดือนเป็นอย่างน้อย

     จากผลงานดังที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ ร็อบเบน จะไม่ได้เล่นให้ทีมกังหันสีส้มในนัดพบตุรกีแน่ๆวันอาทิตย์นี้แน่ๆแล้ว รวมทั้งเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก อีกสองนัดที่จะพบ โอลิมเปียกอส และ ดินาโม ซาเกร็บ เช่นเดียวกับในบุนเดสลีกาที่จะพบ โวล์ฟสบวร์ก ในวันที่ 22 กันยายนด้วย

     นอกจากนี้เขายังต้องเร่งความฟิตอย่างเต็มกำลัง หากต้องการลงเล่นนัดสำคัญพบโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในวันที่ 4 ตุลาคมนี้

อาร์เยน ร็อบเบน "ปีกดัตช์มหากาฬ"

ข้อมูลส่วนตัว

ชื่อเต็ม : อาร์เยน ร็อบเบน
วันเกิด : 23 มกราคม 1984
สถานที่เกิด : เบดุม, โกรนิงเก้น, ฮอลแลนด์
ส่วนสูง : 1.81 เมตร (5 ฟุต 11 นิ้วครึ่ง)
สโมสร : เรอัล มาดริด (2007-ปัจจุบัน)
ตำแหน่ง : ปีก
เบอร์เสื้อ :  11

เริ่มชีวิตลูกหนัง

อาร์เยน ร็อบเบน นักเตะชื่อดังชาวดัตช์ เกิดตอนวันที่ 23 มกราคม ปี 1984 ที่เมืองเบดุม, โกรนินเก้น ประเทศฮอลแลนด์ โดยเขาเริ่มเส้นทางสายลูกหนังด้วยการไปร่วมทีม ซีวีวีบี และ วีวี เบดุม

ร็อบเบน ชื่นชอบหลักสูตรการอบรมนักเตะแบบ “โคเออร์เวอร์” ซึ่งคิดค้นโดย วีเอล โคเออร์เวอร์ โค้ชบอลคนหนึ่งของฮอลแลนด์ โดยหลักสูตรนี้เน้นเรื่องความชำนาญเฉพาะตัวของนักเตะ การครองบอล และการควบคุมบอลได้ดี รวมทั้งความรวดเร็วในการจู่โจมคู่ต่อสู้ ด้วยเทคนิคของฝีเท้า และ ร็อบเบน ก็มีคุณสมบัติดังที่กล่าวถึงมาแล้วอยู่ในตัวอย่างครบถ้วน จนทำให้ เอฟซี โกรนินเก้น สโมสรใหญ่ในเมืองของเขา ดึงตัวไปร่วมทีม

เส้นทางนักเตะอาชีพ

2000-2002 : โกรนิงเก้น

เอฟซี โกรนินเก้น เริ่มบ่มเพาะ ร็อบเบน ด้วยการให้เริ่มเล่นให้ทีมเยาวชนระดับซี ในฤดู 1999/2000 และเขาก็ยิงได้ถึง 50 ประตู ซึ่งนั่นก็ดีพอที่จะทำให้ แยน ฟาน ไดจ์ค กุนซือของทีมชุดใหญ่ เรียก ร็อบเบน ขึ้นไปเสริมทีม ในเดือนพฤศจิกยน ปี 2000 ก่อนที่จะส่ง ดาวเตะจอมเทคนิครายนี้ ลงสนามเป็นนัดแรก ในเกมที่พบกับ อาร์เคซี วาลไวจ์ค โดย ร็อบเบน ถูกเปลี่ยนตัวลงสนามไปแทน ลีโอนาร์โด้ ดอส ซานโต๊ส ในนาทีที่ 79 ของการแข่งขัน

หลังจากนั้น ในฤดู 2000/2001 ร็อบเบน ก็เปลี่ยนเป็นนักเตะชุดใหญ่ของทีมอย่างเต็มตัว ลงสนามเป็นตัวจริงไป 18 นัด แม้จะทำได้แค่ 2 ประตู แต่ด้วยทักษะ และลีลาการเล่นที่เหลือร้ายทำให้เขาได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

ในฤดู 2001/2002 ร็อบเบน ยังพัฒนาฝีเท้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง ลงสนามไป 18 นัด ทำได้ 6 ประตู และด้วยฝีเท้า เทคนิค และความเร็วอันขึ้นชื่อลือชาของเขาทำให้ ร็อบเบน โด่งดังไปทั้วฮอลแลนด์ จนในที่สุด พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ทีมยักษ์ใหญ่แดนหังกันลม ก็มาซื้อตัวร็อบเบน ไปร่วมทีม ก่อนที่ฤดู 2002/2003 จะเริ่มขึ้น ด้วยค่าตัว 4.2 ล้านปอนด์
2002-2004 : พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น

ในช่วงออกเริ่มฤดู 2002/2003 กับต้นสังกัดใหม่ อย่าง พีเอสวี มีเสียงวิจารณืว่า ร็อบเบน ค่าตัวสูงเกินไปไหม สำหรับนัดเตะวัยแค่ 18 ปี แต่เขาก็จัดการลบเสียงวิจารณ์เหล่านั้น ด้วยการลงวาดลวดลาย 33 นัด ยิงได้ 12 ประตู พาทีมคว้าแชมป์ลีกฮอลแลนด์ สมัยที่ 17 มาครองได้ โดยที่เขายังได้รับเลือกเป็นนักเตะยอดเยี่ยมของทีม ร่วมกับ มาเตย่า เคซมัน นอกจากนั้นยังได้รางวัลนักเตะทักษะดีเด่นประจำปี อีกด้วย

หลังจากออกเริ่มฤดูแรกกับ พีเอสวี ได้อย่างสุดประทับใจ ปรากฏว่าในฤดูต่อมา ร็อบเบน ต้องพบกับฤดูที่น่าผิดหวังบ้าง เมื่อ พีเอสวี พลาดท่าเสียแชมป์ลีกให้กับ อาแจ๊กซ์ คู่ปรับสำคัญ ขณะที่ ร็อบบเน ก็โดนอาการบาดเจ็บที่เอ็นหลังหัวเข่าเล่นงาน 2 ครั้ง จนไม่ได้ลงสนามไปพักหนึ่ง แถมยังโดน กุส ฮิดดิงค์ กุนซือของทีมตำหนิว่านิสัยไม่ดี ชอบแกล้งพุ่งล้มตบตาผู้ตัดสิน จนโดนใบเหลืองจากคดีนี้ไปหลายครั้ง

แม้จะประสบมรสุมชีวิตที่ พีเอสวี แต่ด้วยฝีเท้าที่เอกอุ ทำให้ ร็อบเบน เป็นที่ต้องการของ รีล มาดริด ทีมมหาอำนาจของสเปน และ 2 ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เชลซี

แม้ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีม “ปีศาจแดง” จะเชิญ ร็อบเบน ไปพบ และลงทุนเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเอง แต่การที่ แมนฯยูฯ ยื่นข้อเสนอให้กับ พีเอสวี 7 ล้านปอนด์ มันไม่พอต่อความปรารถนาของทีมดังแดนกังหันลม ถึงขนาดที่ว่า แฮร์รี่ ฟาน ไรจ์ ประธานสโมสรพีเอสวี กล่าวประชดว่าเงินแค่นี้คงซื้อได้แค่เสื้อ และรูปถ่ายพร้อมลายเซ็นของ ร็อบเบน เท่านั้น

ขณะที่ รีล มาดริด ก็ไม่ใช่ทีมในฝันของ ร็อบเบน เพราะเขาขอบบาร์เซโลน่า มากกว่า ทำให้ เชลซี ยื่นข้อเสนอ 18 ล้านปอนด์ ไปให้ พีเอสวี พิจารณา และทางทีมดังแห่งฮอลแลนด์ ก็ตอบรับข้อเสนอนี้ อย่างพึงพอใจ แบะการย้ายทีมอีกรอบของ ร็อบเบน จึงบังเกิดขึ้น

2004-2007 : เชลซี

หลังจากย้ายมาร่วมทีม เชลซี ได้ไม่นาน ร็อบเบน ก็ได้รับบาดเจ็บ ในการลงเตะอุ่นเครื่องช่วงปรีซีซั่น นัดที่พบกับ โรม่า ทำให้เขาต้องพักยาว กว่าจะได้ลงสนามให้กับ “สิงโตน้ำเงินคราม” อย่างเป็นทางการ ก็ล่วงถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2004

แต่ภายหลังที่หายเจ็บกลับมาแล้ว ร็อบเบน ก็ยึดตำแหน่งตัวจริงมาครองได้อย่างไม่ยากเย็น และแปลงเป็นขวัญใจแฟนบอลเชลซี ด้วยลีลาการเล่น และเทคนิคที่แพรวพราว จนเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยพา เชลซี คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก และ ลีก คัพ มาครองได้ ในฤดู 2004/2005ก่อนจะมาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก เป็นสมัยที่สองติดต่อกัน ฤดู 2005/2006

ไปสู่ฤดู 2006/2007 ดูเหมือนว่า ชีวิตในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ของร็อบเบน ก็เริ่มจะมีอุปสรรค เมื่อเขาต้องถูกจับนั่งเป็นผู้เล่นสำรองอยู่บ่อยครั้ง เนื่องจะSystemการเล่นที่ไม่เอื้อให้กับสไตล์การเล่นของเขา แต่จากอาการบาดเจ็บของ โจ โคล ก็เท่ากับเป็นให้โอกาสให้เขา ร็อบเบน ได้กลับมาเล่นเป็นตัวจริงอีกรอบ และเขาก็ทำผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง

ก่อนที่ความโชคร้ายจะมาเยือนเขาอีกจนได้ โดยร็อบเบน ต้องพลาดการลงสนามให้ทีมไปตั้งแต่ปลายเดือน มีนาคม เพราะว่าต้องเข้ารับการผ่าตัดที่เข่า อย่างไรก็ตาม เขาก็กลับมาฟิตพร้อมลงเล่นให้ทีมได้ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ รอบรองชนะเลิศ ที่พบกับ หงส์แดง โดยแม้ว่าจะไม่อาจพาทีมคว้าแชมป์รายการนี้ได้ แต่เขาก็ยังมีส่วนช่วยให้ทีม "สิงห์บูลส์" คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ มาครองได้สำเร็จ หลังเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในรอบชิงชนะเลิศ ช่วงวันที่ 19 พฤษภาคม 2007 และนั่นก็เป็นฤดูสุดท้ายของเขาในเกาะอังกฤษ ก่อนที่จะเก็บกระเป๋า ย้ายไปร่วมทีม เรอัล มาดริด หลังจบซีซั่น 

2007-ปัจจุบัน : เรอัล มาดริด

ในวันที่ 22 สิงหาคม ปี 2007 ร็อบเบน เซ็นสัญญากับ ทีม "ราชันชุดขาว" ตรงเวลา 5 ปี ในราคา 24 ล้านปอนด์ ส่งทำให้เขาเปลี่ยนเป็นนักเตะค่าตัวแพงเป็นชั้น 5 ในประวัติศาสตร์ของสโมสร ตามหลัง ซีเนอดีน ซีดาน, หลุยส์ ฟิโก, เดวิด เบ๊คแฮม และ โรนัลโด้ ตามลำดับ

ร็อบเบน ลงสนามให้กับ เรอัล มาดริด นัดแรก ในวันที่ 18 กันยายน ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พบกับ แวร์เดอร์ เบรเมน ก่อนที่ เขาต้องพลาดช่วยต้นสังกัดตรงเวลากว่า 6 สัปดาห์ เนื่องมาจากมีอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อต้นขารบกวนมาจากเกมทีมชาติก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม เขาก็กลับมาลงสนามได้อีกรอบในเดือน ธันวาคม ซึ่งหลังจากนั้น ร็อบเบน ก็โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจ จนสามารถเปลี่ยนเป็นกำลังสำคัญของ ขุนพล "เอล กลาซิโก้" ได้อย่างถาวร พร้อมกับช่วยให้ทีม คว้าแชมป์ ลา ลีกา มาครองได้สำเร็จ เป็นสมัยที่ 31 โดยทำแต้มทิ้งห่างทีมชั้น 2 อย่าง บียาร์เรอัล ชนิดไม่เห็นฝุ่น อีกด้วย

ปัจจุบัน รอบเบน ยังคงเป็นหัวใจในแดนซ้ายของทีม อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

ทีมชาติฮอลแลนด์

สำหรับเส้นทางในทีมชาติฮอลแลนด์ นั้น ร็อบเบน ติดทีมชาติมาแล้ว 34 นัด ทำได้ 10 ประตู โดยประสบการณ์ในการลงเตะทัวร์นาเม้นท์สำคัญให้กับทีมชาติเป็นนัดแรกคือในศึกบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2004 ที่โปรตุเกส ขณะที่ ทัวร์นาเม้นท์สำคัญระดับชาติ ครั้งที่สองของเขา ก็คือบอลโลก 2006 ที่เยอรมัน และปัจจุบัน ในเกมบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รอบสุดท้าย ปี 2008 ที่ออสเตรีย และ สวิตเซอร์แลนด์

ชีวิตส่วนตัว

– ในวันที่ 9 มิถุนายน ปี 2007 ร็อบเบน แต่งงานกับ เบร์นาเดียน อีลเลิร์ต แฟนสาวซึ่งคบหาดูใจกันตั้งแต่สมัยที่เรียนไฮสคูล ที่เมือง โกรนิงเก้น บ้านเกิดของตนเอง โดยทั้งคู่ มีลูกชาวด้วยกัน 1 คน ชื่อว่า ลูก้า

– ฮาน พ่อของร็อบเบน ปัจจุบัน ทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ส่วนตัวของเขา

เกียรติประวัติที่เคยได้รับ

ระดับสโมสร

พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น : แชมป์พรีเมียร์ดัตช์ 1 สมัย (2002–03), แชมป์ Johan Cruijff-schaal 1 สมัย (2003–04)

เชลซี : แชมป์พรีเมียร์ชิพ 2 สมัย (2004–05, 2005–06), แชมป์ลีกคัพ 2 สมัย (2005, 2007), แชมป์คอมมิวนิตี้ ชิลดื 1 สมัย (2005), แชมป์เอฟเอ คัพ 1 สมัย (2007)

เรอัล มาดริด : แชมป์ลา ลีก กา 1 สมัย (2007–08)

ระดับส่วนตัว
U-21 European Footballer of the Year (2005)
Netherlands' Young Player of the Year(2003)

มาร์ก ฮิวส์ กับเส้นทางการค้าแข้ง

ufa1688  แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด
ฮิวส์ ได้เข้าร่วมทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด หลังออกจากโรงเรียนในปี 1980 แต่ยังไม่ได้ลงเล่นในทีมชุดแรกเหมือนผู้เล่นคนอื่น จากนั้นเมื่อเขาได้รับโอกาสให้ลงสนามนัดแรกเขาก็ยิงประตูได้ทันทีและก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่อย่างเต็มตัว และเขายังเป็นผู้เล่นคนสำคัญในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอคัพปี 1985 ที่ทีมของเขาเอาชนะเอฟเวอร์ตันได้ 1-0 และคว้าแชมป์ในที่สุด

บาร์เซโลนาและไบเอิร์นมิวนิก
ปี 1986 ฮิวส์ย้ายทีมอย่างเป็นที่ตื่นตะลึงเมื่อเทอร์รี่ เวนาเบิลส์ผู้จัดการทีมของบาร์เซโลนาในเวลานั้น จ่ายเงินถึง 2ล้านปอนด์ เพื่อคว้าตัวเขามาร่วมทีมพร้อมกับความหวังที่จะให้เขาเป็นคู่หูชั้นยอดของแกรี่ ลินิเกอร์กองหน้าของทีม แต่ฮิวส์ต้องพบกับความผิดหวังเมื่อไม่อาจงัดฟอร์มเก่งออกมาได้และอยู่กับทีมเพียงหนึ่งฤดูกาลจึงย้ายไปร่วมทีมไบเอิร์นมิวนิกในประเทศเยอรมันตะวันตกด้วยสัญญายืมตัว ในฤดูกาล1987-1988

เชลซี
การมาถึงของแอนดี โคลทำให้เขาต้องพบกับความยากลำบากในการเป็นผู้เล่นตัวจริง เขาจึงตัดสินใจย้ายทีมไปเล่นให้กับเชลซีด้วยค่าตัว1ล้าน8แสนปอนด์ โดยเขาย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดในเวลาเดียวกับพอล อินซ์และอังเดร แคนเชสกี้ซึ่งย้ายออกไปร่วมทีมอินเตอร์ มิลานและเอฟเวอร์ตัน อย่างไรก็ดีการขายผู้เล่นคนสำคัญในทีมออกถึง3ราย กลับไม่ส่งผลต่อกระทบแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมากนักเมื่อทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้อีกสมัยในฤดูกาล1995-1996

มาร์ก ฮิวส์เป็นหนึ่งในผู้เล่นตัวหลักของเชลซีโดยคู่หูในแดนหน้าของเขาคือจิอันฟรังโก้ โซล่า ในฤดูกาล1996-1997 เขาสามารถคว้าแชมป์เอฟเอคัพร่วมกับทีมได้สำเร็จเมื่อเอาชนะมิดเดิลสโบรช์2-0 ในนัดชิงชนะเลิศ

ฤดูกาล1997-1998เป็นปีสุดท้ายของเขาและเชลซี ซึ่งเขาสามารถคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ วินเนอร์สคัพได้อีกสมัยโดยเอาชนะสตุ๊ทการ์ทได้1-0ในรอบชิงชนะเลิศ

เซาแทมป์ตัน
ฤดูกาล1998-1999 มาร์ก ฮิวส์ย้ายมาร่วมทีมเซาแทมป์ตันด้วยค่าตัว 6แสน5หมื่นปอนด์ภายใต้การคุมทีมของเดฟ โจนส์ ด้วยวัยที่มากขึ้นทำให้เขายิงประตูไม่มากเหมือนเมื่อก่อนจึงปรับเปลี่ยนไปเล่นตำแหน่งกองกลาง ประสบการณ์ของเขายังช่วยทีมได้มากสำหรับการต่อสู้ในพรีเมียร์ลีก 2ประตูที่เขาทำได้เกิดขึ้นในเกมส์พบแบล็กเบิร์นโรเวอส์ซึ่งเป็นทีมที่เขาย้ายไปเล่นให้ในเวลาต่อมา และเกมส์พบนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดในวันที่ 15 สิงหาคม 1999 ซึ่งเป็นลูกวอลเล่ย์สุดสวยที่อยู่ในความทรงจำของแฟนบอลหลายคน โดยในฤดูกาล 1998-1999 ฤดูกาลแรกของเขากับทีมเขาได้รับใบเหลืองถึง14 ใบ ซึ่งมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก ในเดือนสิงหาคม ปี1999เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติเวลส์ในขณะที่ยังไม่ได้แขวนสตั๊ด

ช่วงปลายชีวิตค้าแข้งกับเอฟเวอร์ตัน
เมื่อเกล็น ฮ็อดเดิ้ลกลายเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ของเซาแทมป์ตัน มาร์ก ฮิวส์ในวัย36ปี ก็กลายเป็นนักเตะที่ไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีม เขาจึงย้ายไปร่วมทีมเอฟเวอร์ตันและมีบทบาทในฐานะผู้เล่นน้อยลงตามวัย แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นผู้จัดการทีมชาติเวลส์ต่อไป และเขาตัดสินใจย้ายมาเล่นในลีกระดับล่างเป็นครั้งแรกในฤดูกาล 2000-2001

เขากลายมาเป็นผู้เล่นคนสำคัญของแบล็กเบิร์นโรเวอส์และสามารถพาทีมคว้ารองแชมป์ดิวิชั่น1 (ปัจจุบันคือลีกแชมเปียนชิพ) พร้อมกับเลื่อนชั้นขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จหลังจบฤดูกาล2000-2001

ฤดูกาล2001-2002แบล็กเบิร์นโรเวอส์สามารถคว้าแชมป์ลีกคัพได้สำเร็จและนั่นเป็นการชูถ้วยแชมป์ครั้งสุดท้ายของเขาก่อนที่จะประกาศเลิกเล่นในเดือนกรกฎาคม ปี 2002ก่อนอายุครบ39ปีเพียงไม่กี่เดือน

อะซาโมอาห์ จยาน

ufa1688 อะซาโมอาห์ จยาน (Asamoah Gyan, เกิดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ค.ศ. 1985 ที่กรุงอักกรา ประเทศกานา)​ นักฟุตบอลชาวกานา ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหน้าให้กับสโมสรฟุตบอลนอร์ทอีสต์ ยูไนเต็ด ในอินเดียนซูเปอร์ลีก และเป็นผู้ครองสถิติยิงประตูมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของทีมชาติกานา 

จยานเริ่มต้นเล่นให้กับทีมลิเบอร์ตีโฟรเฟชชันนัลส์ (Liberty Professionals) ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงอักกราบ้านเกิดในประเทศกานา ก่อนจะย้ายมาเริ่มค้าแข้งในทวีปยุโรปกับทีมอูดีเนเซ ในเซเรียอา ประเทศอิตาลี และถูกยืมตัวไปเล่นให้กับทีมโมเดนา เพื่อได้รับโอกาสการลงสนามอย่างสม่ำเสมอ หลังจากนั้น จยานโชว์ฟอร์มได้ดีในศึกฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี โดยทำสถิติยิงประตูที่เร็วที่สุดประจำการแข่งขัน โดยยิงประตูทีมชาติสาธารณรัฐเช็กโดยใช้เวลาเพียง 68 วินาทีเท่านั้น และยังนับเป็นประตูแรกของทีมชาติกานาในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายอีกด้วย ก่อนจะย้ายไปเล่นให้กับทีมแรนในลีกประเทศฝรั่งเศส ด้วยค่าตัว 8 ล้านยูโร

ในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ จยานโชว์ฟอร์มแจ้งเกิดได้อย่างโดดเด่น โดยยิง 3 ประตู ช่วยให้ทีมชาติกานาผ่านเข้าไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศ ทำให้ทีมยักษ์ใหญ่หลายทีมต้องการดึงตัวไปร่วมทีม โดยสุดท้ายเป็นซันเดอร์แลนด์ ทีมดังจากแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศอังกฤษ สามารถคว้าตัวไปเสริมทัพด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติใหม่ของสโมสรในราคา 13 ล้านปอนด์

จยานสามารถทำประตูได้ในเกมแรกที่ลงสนามในนัดที่พบกับวิกันแอทเลติก และโชว์ฟอร์มยิงได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประตูในเกมที่ซันเดอร์แลนด์บุกไปชนะเชลซีที่สแตมฟอร์ดบริดจ์ 3-0

นอกจากนี้ หลังจากยิงประตูได้ จยานมักมีท่าฉลองที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยการโชว์สเต็ปเต้นแบบแอฟริกา โดยก่อนหน้านี้ จยานเคยใช้ชื่อ Baby Jet ทำเพลงในอบบ Hiplife ร่วมกับศิลปิน Castro The Destroyer ออกซิงเกิลเพลง "African Girls" ในประเทศกานา พร้อมทั้งโชว์ท่าเต้นเดียวกันในมิวสิกวิดีโออีกด้วย

ในปี 2010 จยานได้รับการเสนอชื่อเป็น 1 ใน 23 ผู้เล่นยอดเยื่ยมเพื่อเข้าชิงรางวัลบาลงดอร์ ก่อนจะได้รับรางวัล BBC African Player of the year จากบีบีซีไปครองในปีเดียวกัน

เดือนมีนาคม ค.ศ. 2011 จยานยิงประตูให้กับทีมชาติกานาตีเสมอทีมชาติอังกฤษ 1-1 ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บท้ายเกม ในเกมฟุตบอลกระชับมิตรที่สนามกีฬาเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ซึ่งนับเป็นนักเตะคนแรกของทีมชาติกานา ที่สามารถยิงทำประตูทีมชาติอังกฤษได้

เดือนกันยายน ค.ศ. 2011 จยานย้ายไปเล่นให้สโมสรอัลอัยน์ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยสัญญายืมตัว 1 ปี โดยมีค่ายืมตัวประมาณ 6 ล้านปอนด์ พร้อมเงื่อนไขการรับซื้อตัวถาวร และได้รับค่าจ้าง 4 เท่าจากที่เคยได้รับ

 

แคลัม เชมเบอส์

ufa1688 แคลัม เชมเบอส์ (อังกฤษ: Calum Chambers; เกิดวันที่ 20 มกราคม ค.ศ. 1995) เป็นนักฟุตบอลอาชีพชาวอังกฤษ ปัจจุบันเล่นในตำแหน่งกองหลังให้กับอาร์เซนอล และทีมชาติอังกฤษ

เดิมทีอยู่กับเซาแทมป์ตัน โดยเข้าสู่ทีมในระบบเยาวชนของสโมสร จนได้เข้าสู่การเป็นตัวจริง โดยได้เล่นในฤดูกาล 2012–13 หลังจากนั้น 2 ฤดูกาลได้ย้ายมาเล่นในพรีเมียร์ลีก กับอาร์เซนอลในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2014 ด้วยค่าตัว 16 ล้านปอนด์

เชมเบอส์ได้ติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่ครั้งแรกในนัดที่อังกฤษลงเตะนัดกระชับมิตรกับนอร์เวย์ ในเดือนกันยายน ปีเดียวกัน 

เชมเบอส์ยิงให้กับอาร์เซนอลได้เป็นครั้งแรก ในพรีเมียร์ลีกนัดที่ 10 ของฤดูกาลเดียวกัน ที่อาร์เซนอล พบกับ เบิร์นลีย์ ที่เอมิเรตส์สเตเดียม ในนาทีที่ 72 จากการซ้ำลูกยิงของแดนนี เวลเบก ทำให้ทีมนำ 2-0 ก่อนที่จะจบลงด้วยผลการแข่งขัน 3–0

ในนัดแรกของฤดูกาล 2016–17 ที่อาร์เซนอลแพ้ต่อลิเวอร์พูล 3–4 ที่สนามเอมิเรตส์สเตเดียม เชมเบอส์เป็นผู้โหม่งทำประตูที่ 2 ให้กับสโมสรในนาทีที่ 75 หลังจากที่ถูกยิงไปแล้ว 4 ลูก แต่หลังจากนั้นอีกนัดเดียว ก่อนที่การซื้อขายหรือยืมตัวผู้เล่นจะปิดลง เชมเบอส์ได้ถูกย้ายตัวไปยังมิดเดิลส์เบรอในแบบยืมตัว

เกียรติประวัติ
อาร์เซนอล
เอฟเอคอมมิวนิตีชีลด์: 2014

เอสเตบัน กัมบิอัสโซ

ufa1688 เอสเตบัน กัมบิอัสโซ มิดฟิลด์จอมเก๋าชาว อาร์เจนตินา ออกมายืนยันแล้วว่าจะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมขอบคุณแฟนบอลทุกคนที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีในฤดูกาลที่แล้ว

     กัมบิอัสโซ ย้ายมาร่วมทีม เลสเตอร์ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมาด้วยสัญญาระยะสั้น 1 ปี และมีส่วนสำคัญช่วยให้ทีมรอดพ้นการตกชั้น แต่ล่าสุดเจ้าตัวตัดสินใจไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับทีมและกลายเป็นนักเตะฟรีเอเยนท์ในตอนนี้

     "ผมขอประกาศว่าผมจะไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับ เลสเตอร์ ซิตี้" กัมบิอัสโซ โพสต์ข้อความบน Facebook "ผมใช้เวลาแค่ 24 ชั่วโมงในการตัดสินใจหลังได้รับข้อเสนอจาก เลสเตอร์ เพราะผมต้องการให้ทีมมีเวลามากที่สุดในการมองหาตัวเลือกใหม่"

     "ผมอยากขอบคุณแฟนบอลทุกคน ที่ทำให้ผมรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มีส่วนร่วมกับสโมสรแห่งนี้ ผมจะไม่มีวันลืมแน่นอน"

     "ผมต้องขอขอบคุณเพื่อนร่วมทีมและสต๊าฟฟ์โค้ชทุกคนของสโมสร ที่ทำให้ฤดูกาลที่ผ่านมาเป็นหนึงในปีที่สำคัญที่สุดของชีวิตผม"

ชื่อเต็ม : เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่
วันเกิด : 18 สิงหาคม 1980
เกิดที่ : บูโนส ไอเรส, อาร์เจนติน่า
สัญชาติ : อาร์เจนติน่า
ส่วนสูง : 177 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองกลางตัวรับ

ประวัติส่วนตัว

          เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ (เกิด 8 สิงหาคม 1980) นักเตะชาวอาร์เจนติน่าของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งอดีตเคยค้าแข้งกับทีมดังอย่าง ริเวอร์เพลท, เรอัล มาดริด และ อินเตอร์ มิลาน โดยเขาคว้าแชมป์ทั้งหมด 23 ครั้ง มากที่สุดในประวัติศาสตร์นักบอลอาร์เจนไตน์

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

          กัมบิอัสโซ่ เริ่มค้าแข้งในเส้นทางอาชีพกับสโมสร อาร์เจนตินอส จูเนียร์ส ในปี 1995 ก่อนจะย้ายตามพี่ชายของเขา นิโคลัส กัมบิอัสโซ่ ไปเล่นให้กับอดาเดมี่ของ เรอัล มาดริด ในปี 1996 แต่หลังจากนั้นในปี 1998 เขาก็กลับไปสู่ลีกบ้านเกิดอีกครั้ง และลงเล่นสามปีให้กับ อินเดเพนเดียนเต้ และหนึ่งปีกับ ริเวอร์เพลท ซึ่งต่อมาในปี 2002 เขาได้ตัดสินใจกลับไปยังสโมสร "ราชันชุดขาว" อีกครั้ง และช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ อินเตอร์คอนติเน็นทัล คัพ ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังอยู่ในชุดที่คว้าแชมป์ ลาลีก้า และ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ ในปี 2003 แถมยังพาทีมเข้าไปสู่รอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และเข้าชิงชนะเลิศบอลถ้วยในประเทศ โกปา เดล เรย์ ได้อีกด้วยในซีซั่นเดียว

          ในเดือน กรกฎาคม 2004 กัมบิอัสโซ่ ในวัย 24 ปี ตัดสินใจย้ายไปร่วมทัพ อินเตอร์ มิลาน หลังจากหมดสัญญากับทาง เรอัล มาดริด ในเดือน มิถุนายน และเขาสามารถช่วย "งูใหญ่" คว้าแชมป์ โคปปา อิตาเลีย ได้ในฤดูกาลแรกที่ไปเล่นจากการเป็นมิดฟิลด์ตัวรับคู่กับเพื่อนร่วมชาติอย่าง ฮวน เซบาสเตียน เวรอน โดยจบฤดูกาล 2004-05 เข้ามีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของลีกอิตาลีคู่กับ มิดฟิลด์จอมทัพของ เอซี มิลาน อย่าง กาก้า

          ในเกมรอบชิงชนะเลิศศึก โคปปา อิตาเลีย 2006 เขาซัดประตูสุดประทับใจให้ทีมเอาชนะ โรม่า ไปได้ 3-1 และต่อมาในวันที่ 9 กันยายน 2006 กัมบิอัสโซ่ ยิงคนเดียวสองประตูในเกมเปิดฤดูกาลให้ทีมเอาชนะ ฟิออเรนติน่า 3-2 โดยหลังจากนั้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2007 เขาและ สลาตัน อิบราฮิโมวิช ช่วยกันยิงประตูให้ทีมถล่มเอาชนะ ซิเอสเคเอ มอสโก 4-2 ในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

          เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2009 อินเตอร์ มิลาน ประกาศต่อสัญญาให้กับ กัมบิอัสโซ่ ไปอีก 5 ปีและจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2014 เขาเป็นนักเตะตัวสำคัญในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2009-10 เป็นอย่างมากจากการซัดประตูชัยให้ทีมเอาชนะ เชลซี 2-1 ที่สนาม ซาน ซีโร่ และยังช่วยทำให้ทีมทุบ บาเยิร์น มิวนิค ในรอบชิงชนะเลิศไปได้ด้วยสกอร์ 2-0 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2010

          โดยในวันที่ 30 มีนาคม 2013 เป็นครั้งแรกที่ กัมบิอัสโซ่ ได้รับใบแดงกับสโมสรแห่งนี้ จากการเข้าสกัด เซบาสเตียน โจวินโก้ หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2013 เขาสามารถซัดคนเดียว 6 ประตูให้ทีมถล่มทีมน้องใหม่อย่าง ซัสซัวโล่ 7-0 ซึ่งต่อมาหลังจบฤดูกาล 2013-14 เขาต้องตัดสินใจอำลาสโมสรที่ค้าแข้งกันมากว่า 10 ปี จากการที่เขาไม่ได้รับการต่อสัญญา และเดินทางมายังประเทศอังกฤษต่อไป

          เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2014 กัมบิอัสโซ่ ได้รับการดึงตัวไปเล่นให้กับทีมน้องใหม่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ อย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ ด้วยสัญญาระยะสั้น 1 ปี แบบไม่มีค่าตัว ซึ่งเขาลงสนามอย่างเป็นทางการนัดแรกให้กับทีมในวันที่ 13 กันยายน พบกับ สโต๊ค ซิตี้ และก็เป็นทางด้าน "จิ้งจอกสยาม" ที่เอาชนะไปได้ 1-0 โดยหลังจากนั้นประตูแรกของเขากับทีมก็มาถึง ในเกมที่ เลสเตอร์ ซิตี้ แซงเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 5-3 ซึ่งเขาเป็นคนที่ยิงประตูตีเสมอ 3-3

          ในวันที่ 4 เมษายน 2015 เขาใช้เวลาเพียงแค่ 12 นาทีในการยิงประตูแรกให้กับทีมจากเก็บที่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 และยังเป็นชัยชนะนัดแรกจาก 8 เกมหลังสุดอีกด้วย และสุดท้ายเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2015 หลังจากที่สโมสรพ้นจากการตกชั้นเป็นที่เรียบร้อย ทางสโมสรได้มีการประกาศให้เขาเป็นหนึ่งในนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีจากการโหวตของแฟนบอล

ผลงานเกียรติประวัติ

ระดับสโมสร

ริเวอร์เพลท

– แชมป์ พรีเมร่า ดิวิชั่น : 2002 ครึ่งฤดูกาลหลัง

เรอัล มาดริด

– แชมป์ ลาลีก้า : 2003-03
– แชมป์ อินเตอร์คอนติเน็นทัล คัพ : 2002
– แชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ : 2002
– แชมป์ สแปนิช ซูเปอร์ คัพ : 2003

อินเตอร์ มิลาน

– แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : 2009-10
– แชมป์ กัลโช เซเรีย อา : 2005-06, 2006-07, 2007-08, 2008-09, 2009-10
– แชมป์ โคปปา อิตาเลีย : 2004-05, 2005-06, 2009-10, 2010-11
– แชมป์ อิตาเลี่ยน ซูเปอร์ คัพ : 2005, 2006, 2008, 2010
– แชมป์ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ : 2010

ระดับทีมชาติ

อาร์เจนติน่า

– แชมป์ เยาวชนอเมริกาใต้ : 1997, 1999
– แชมป์ เยาวชนโลก : 1997

เกียรติประวัติส่วนตัว

– ทีมยอดเยี่ยมแห่งปีโดย ยูโรสปอร์ต : 2005-06
– โกลเด้น ไพเรท : 2006
– มีชื่อเข้าชิงรางวัล ฟีฟ่า ฟิฟโปร : 2010
– นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ : 2014-15

เรโม ฟร็อยเลอร์

ufa1688 เรโม มาร์โก ฟร็อยเลอร์ (เกิดวันที่ 15 เมษายน ค.ศ. 1992) เป็นนักฟุตบอลชาวสวิสที่เล่นในตำแหน่งกองกลางให้กับอาตาลันตาและทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์

ฟร็อยเลอร์เริ่มเล่นให้กับทีมเยาวชนของฮินวิล ก่อนที่ใน ค.ศ. 2005 เขาจะย้ายไปวินเทอร์เทอร์ ต่อมาเขาย้ายไปกราสฮอปเปอร์ ซึ่งส่วนมากเขาจะลงเล่นให้กับทีมชุดอายุไม่เกิน 21 ปี เขาถูกปล่อยยืมตัวกลับสู่วินเทอร์เทอร์ในช่วงพักลีกฤดูหนาว ต่อมาในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2014 ฟร็อยเลอร์ย้ายไปลูเซิร์น ต่อมาในวันที่ 19 มกราคม ค.ศ. 2016 เขาย้ายไปอาตาลันตาด้วยค่าตัว 2 ล้านยูโร เขาได้ลงเล่นในเซเรียอาครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ในนัดที่พบกับเอมโปลี

ฟร็อยเลอร์เคยเล่นให้กับทีมชาติชุดเยาวชน ก่อนที่จะถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก ต่อมาเขามีชื่อติด 1 ใน 23 คนสุดท้ายสำหรับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย

อึงโกโล ก็องเต

ufa1688 อึงโกโล ก็องเต (ฝรั่งเศส: N'Golo Kanté) เกิดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ค.ศ. 1991 เป็นนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศสเชื้อสายฝรั่งเศส ปัจจุบันเล่นให้กับ สโมสรเชลซี ในตำแหน่งกองกลาง

สโมสร
ช่วงเริ่มต้น
ก็องเต เคยเป็นนักฟุตบอลระดับเยาวชนของบูลอญ และได้ลงสนามในฐานะนักฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ. 2012 ในการแข่งขันลีกเดอ นัดที่บูลอญแพ้คาบ้านต่ออาแอสโมนาโก 1–2 ต่อมาในฤดูกาล 2012–13 ก็องเต ยังคงเล่นให้กับบูลอญที่ตกชั้นลงมาแข่งขันในระดับดิวิชัน 3 ฝรั่งเศส

ปี 2013 ก็องเต มีโอกาสลงเล่นในระดับลีกเดออีกครั้ง เมื่อได้ย้ายไปเล่นให้กับก็อง ซึ่งจัดว่าเป็นสโมสรฟุตบอลชื่อดังในจังหวัดกาลวาโดส, แคว้นนอร์ม็องดี โดยก็องเต ลงเล่นไปถึง 38 นัด เป็นผู้เล่นตัวหลักตลอดฤดูกาล 2013–14 ก่อนจะพาสโมสรจบฤดูกาลด้วยอันดับ 3 และได้เลื่อนชั้นสู่ลีกเอิง

ฤดูกาล 2013–14 ก็องเต ได้เล่นในระดับลีกเอิงหรือลีกสูงสุดของฝรั่งเศสเป็นครั้งแรก โดยเขาได้ลงสนามในลีกเอิงเป็นนัดแรกเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปี 2014 ในนัดที่บุกไปชนะเอวิยอง 0–3 ซึ่งก็องเต ยิงประตูในนัดดังกล่าวได้ 1 ประตู และตลอดฤดูกาลเขาเป็นผู้เล่นตัวหลักและยิงประตูในลีกได้รวม 2 ประตู

เลสเตอร์ซิตี
ในฤดูกาล 2015–2016 ก็องเต ย้ายมาอยู่กับ เลสเตอร์ซิตี เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมและพาสโมสรคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรกได้ และเป็นการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกของเจ้าตัวเองด้วย

เชลซี
หลังจบฤดูกาล 2015–16 หรือช่วงก่อนเริ่มฤดูกาล 2016–17 ก็องเตจึงได้ย้ายไปสู่เชลซี ด้วยค่าตัวคาดว่าประมาณ 32 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,760 ล้านบาท) ด้วยระยะเวลาสัญญา 5 ปี และในฤดูกาลเดียวกันนี้ ก็องเตได้รับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของพีเอฟเออีกด้วย

ทีมชาติ
จากผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยม ทำให้ก็องเตได้ติดทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแข่งขันในรายการฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป 2016 แต่เป็นได้แค่รองแชมป์ หลังแพ้ให้ทีมชาติโปรตุเกส 1-0 ในรอบชิงชนะเลิศ

ในฟุตบอลโลก 2018 ก็องเตเป็นกำลังสำคัญที่พาทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 ได้สำเร็จ

เกียรติประวัติ
เลสเตอร์ซิตี

พรีเมียร์ลีก: 2015–16
เชลซี

พรีเมียร์ลีก: 2016–17
เอฟเอคัพ: 2017–18; รองชนะเลิศ: 2016–17
ยูฟ่ายูโรปาลีก: 2018–19
อีเอฟแอลคัพ รองชนะเลิศ: 2018–19
ฝรั่งเศส

ฟุตบอลโลก: 2018
ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป รองชนะเลิศ: 2016
รางวัลส่วนตัว

PFA Team of the Year: พรีเมียร์ลีก 2015–16, พรีเมียร์ลีก 2016–17
ESM Team of the Year: 2015–16,2016–17
Leicester City Players' Player of the Year: 2015–16
L'Équipe Team of the Year: 2016, 2017, 2018
PFA Fans' Premier League Player of the Month: มีนาคม 2017
PFA Players' Player of the Year: 2016–17
Premier League Player of the Season: 2016–17
FWA Footballer of the Year: 2016–17
Chelsea Players' Player of the Year: 2016–17
Chelsea Player of the Year: 2017–18
Trophées UNFP for Best French Player Abroad: 2017, 2018
London Football Awards Player of the Year: 2017
French Player of the Year: 2017
FIFA FIFPro World XI: 2018
FIFA FIFPro World XI 2nd team: 2017
FIFA FIFPro World XI 3rd team: 2016
The Best FIFA Men's Player: 2017 – อันดับที่ 9
บาลงดอร์: 2017 (อันดับที่ 8),2018 (อันดับที่ 11)
UEFA Team of the Year: 2018
UEFA Europa League Squad of the Season: 2018–19
เครื่องอิสริยาภรณ์

เครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์: 2018